แบ่งปัน

“สาหร่ายพิษ” หรือ “สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน” ในกว๊านพะเยา สอนอะไรเราบ้าง ข้อมูลและข้อเสนอจากเวทีเล็กๆนี้ คงมีประโยชน์สำหรับการร่วมกันแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและระยะยาว


 

            สรุปเวทีสานเสวนา “ปวงผญาพยาว”ครั้งที่ ๑/๒๕๕๙

“สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน: รวมปัญญาแก้ปัญหากว๊านพะเยาร่วมกัน”

วันจันทร์ที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๙

ณ สถาบันปวงผญาพยาว อาคารธรรมราชานุวัตร วัดศรีโคมคำ อ.เมือง จ.พะเยา

——————-

IMG_1204

ภาคข้อมูล

ดร.รัฐภูมิ พรหมณะ ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยพะเยา ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ได้มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ดังรายละเอียดต่อไปนี้

๑. ปัญหาและสาเหตุของการเกิดสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน

ปัญหาสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินในฤดูแล้งที่เกิดขึ้นกับกว๊านพะเยา แหล่งน้ำสำคัญที่ชาวพะเยาให้ความสำคัญ และเกรงกลัวในปัญหาของมลพิษทางน้ำที่อาจส่งผลโดยตรง ด้วยการอุปโภคบริโภค รวมถึงการเป็นแหล่งน้ำที่ใช้ในการผลิตน้ำดื่มแก่ชุมชนในพื้นที่จังหวัดพะเยา เรียกว่า ปรากฏการณ์ยูโทรฟิเคชั่น หรือ สาหร่ายบลูม คือ เกิดสิ่งมีชีวิตสีเขียวในน้ำเต็มไปหมด เกิดขึ้นได้ในช่วงหน้าหนาวหรือหน้าแล้ง ในกว๊านพะเยามีระบบนิเวศเป็นแหล่งน้ำตื้น พื้นที่ของกว๊านพะเยา 12,831 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่ไม่ลึก ก่อนขุดลอกมีความลึกประมาณ ๔ เมตร แม้จะขุดลอกแต่ก็ยังเป็นแหล่งน้ำนิ่ง ตื้น เหมาะสำหรับการเติบโตของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ในกว๊านพะเยามีห่วงโซ่อาหาร (ผลิต บริโภค ย่อยสลาย) สาหร่ายฯ เป็นแพลงตอนพืชเป็นผู้ผลิต มีสารอาหารในน้ำที่เหมาะกับการเติบโต คือ สารอนินทรีย์ที่เหมาะกับการเจริญเติบโต และมีแสงแดดสูงกว่า 15 องศาเซลเซียลเป็นปัจจัยการผลิตร่วมด้วย มีสัตว์น้ำบางชนิดที่กินสาหร่ายฯ

สาหร่ายที่มีพิษเช่น   Microcystisaeruginosa จัดว่าเป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งในกลุ่ม cyanobacteria ที่มีคุณสมบัติส่วนหนึ่งเหมือนพืชสามารถสังเคราะห์แสงได้และมีสีเขียวอมน้ำเงิน (photosynthetic pigments)หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่า Blue-green algae พบได้ทั่วไปตามแหล่งน้ำจืดโดยจะเพิ่มปริมาณมากในช่วงอากาศร้อน ซึ่งสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (Blue-green algae) สามารถผลิตสร้างพิษที่มีชื่อว่า microcystins และ anatoxinsโดยสาหร่ายจะปลดปล่อยสารพิษออกจากเซลล์เมื่อเซลล์แตก ซึ่งการเพิ่มปริมาณของสาหร่ายนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น แหล่งน้ำที่นิ่งสงบ และส่วนใหญ่จะพบการเกิดพิษของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินได้ในสัตว์เลี้ยงที่บริโภคน้ำเข้าไป หรือในสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำนั้นๆ   หรือแม้กระทั่งสุนัขที่ลงไปว่ายน้ำในแหล่งน้ำที่มีการปนเปื้อนของสารพิษmicrocystinsสามารถทำลายตับได้ ถ้าสุนัขได้รับพิษเข้าไปจะแสดงอาการหนาวสั่น ท้องเสีย อ่อนเพลีย ตัวซีด จนถึงช็อคได้ถ้าได้รับสารพิษในปริมาณมาก

สาหร่ายในกลุ่มนี้ มีอยู่หลายสกุลมาก แต่สกุลที่มีรายงานว่าทำให้เกิดพิษต่อสัตว์ ได้แก่ สกุล Anabaena, Aphanizomenon, Microcystis, Nodularia, Nostocและ Oscillatoriaโดยพิษจากสาหร่ายชนิดนี้จะก่อให้เกิดผลต่อระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง   มีฤทธิ์ที่มีผลต่อตับส่งผลให้เกิดมะเร็งตับได้   ส่วนการจะสังเกตอย่างไรว่าสาหร่ายชนิดไหนมีพิษหรือไม่มีพิษ คือต้องทดสอบในห้องปฏิบัติการเท่านั้น ซึ่งหากสัมผัสกับน้ำที่มีพิษของสาหร่ายชนิดนี้จะทำให้เกิดอาการแพ้ แสบ คัน   ระคายเคือง ถ้าเข้าตาทำให้ตาอักเสบ และหากปนเปื้อนเข้าไปในน้ำดื่มในปริมาณมากจะทำอันตรายต่อตับ ก่อให้เกิดเนื้องอก และตับล้มเหลว หรือเป็นมะเร็ง

การปล่อยของเสียลงแม่น้ำ ในผงซักฟอกมีตัวการสำคัญที่เรียกว่า “ฟอสเฟต” เป็นองค์ประกอบเพราะเป็นสารที่มีคุณสมบัติ ในการลดความกระด้างของน้ำ ซึ่งเจ้า “ฟอสเฟต” นี้เองที่เป็นสารอาหารของสาหร่ายและพืชชั้นต่ำอื่น ๆ เมื่อ “ฟอสเฟต” จากสารซักฟอกพวกนี้ ถูกชะล้างลงไปตามท่อลงไปสะสมในแม่น้ำลำคลอง “ฟอสเฟต” จะช่วยทำให้สาหร่ายและพืชชั้นต่ำเติบโตและเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว ซึ่งสาหร่ายเหล่านี้มีสีแตกต่างกันไป ทำให้เรามองเห็นสีของน้ำเปลี่ยนแปลงไป ตามสีของสาหร่ายแต่ละชนิดที่เติบโตอยู่ในแหล่งน้ำนั้นๆ

 

๒.ผลกระทบจากการระบาดของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน

สารพิษจากการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (toxic cyanobacterial bloom) เป็นปัญหาในแหล่งน้ำจืดและน้ำกร่อยของหลายประเทศทั่วโลก ทำให้ฝูงปศุสัตว์ กลุ่มสัตว์อพยพ รวมทั้งสัตว์น้ำตายเป็นจำนวนมาก เมื่อบริโภคน้ำที่มีการปนเปื้อนสารพิษ ยังมีผลต่อสุขภาพร่างกายของมนุษย์ โดยแบ่งพิษต่อสิ่งมีชีวิตเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีผลต่อระบบประสาท (neurotoxic) ได้แก่สาหร่าย anabenaflos-aquaeและ Aphanizomenon flow-aquaeสำหรับอีกกลุ่มมีผลต่อตับ (hepato-toxin) ได้แก่สาหร่าย Nodularinspumigenaและ Microcystisaeruginosa ผลิตสารพิษชื่อ nodularin (NODLN) และ microcystins (MCYSTs) ตามลำดับ แต่ไมโครซิสตินเป็นสารพิษที่เป็นปัญหามากที่สุดพบได้ทั่วโลก มีผลต่อเซลตับและเป็นสารก่อมะเร็ง (carcinogens) โดยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์โปรตีนฟอสฟาเตส (protein phosphatase: PP) โดยเฉพาะ PP1 และ PP2A ยังมีผลต่อการควบคุมเมตาโบลิซึมต่างๆ ของคาร์โบไฮเดรต การแบ่งเซลล์ และการยืดหดของกล้ามเนื้อ ทั้งยังทำให้เซลล์ตับของหนูตาย

สารพิษที่พบในสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินคือ ไมโครซิสติส (microcystins) เป็นสารพิษที่มีผลต่อตับ เข้าสู่ทางเดินอาหารและไปที่ตับ ตับจะทำหน้าที่กรองและกำจัดสารพิษ แต่ไมโครซิสตินทำให้ตับเหี่ยว ฝ่อ ลีบ ถ้ามีมากตับก็จะฉีก ทำให้เป็นตับอักเสบ ถ้าได้รับปริมาณมากๆ ก็อันตราย แต่ก็มีฤทธิ์สะสมในร่างกาย ส่งเสริมการเกิดเนื้องอก/มะเร็ง แต่ไม่ใช่สารพิษในการก่อมะเร็ง เป็นตัวช่วยส่งเสริมให้เนื้องอกเป็นมะเร็งเร็วขึ้น ถ้าสะสมนานๆ ออกฤทธิ์ทั้งสะสมและเฉียบพลัน ถ้าความเข้มข้นของสารพิษในน้ำ 1 ไมโครกรัม/1 ลิตร ถ้าคนกินน้ำไป 2 ลิตร(น้ำหนัก 60 กก.) คือ ตับอักเสบเฉียบพลัน สารพิษชนิดนี้สามารถสะสมได้ในน้ำ สระน้ำ ปลา กุ้ง หอย แม้แต่พืชน้ำบางชนิดที่อยู่ในน้ำในแหล่งน้ำที่มีสาหร่ายชนิดนี้อยู่ จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ สวล. (สมอง ตับ จะสะสมสารพิษเหล่านี้ในปลา ในผิวหนังปลาก็มี)

ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของไมโครซิสติน ได้แก่ แหล่งน้ำที่มีลมสงบหรือลมพัดอ่อน อุณหภูมิ 15-30 องศา ความเป็นกรดด่าง 6-9 ปริมาณไนเตรทและฟอสเฟตสูง ส่วนใหญ่ได้มาจากการปล่อยน้ำทิ้งจากบ้านและโรงงานอุตสาหกรรม การชะล้างปุ๋ยจากภาคเกษตรกรรม การทิ้งของเสียลงแหล่งน้ำโดยไม่มีการบำบัด ล้วนมีผลทำให้ปริมาณสารอาหารในแหล่งน้ำเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับภูมิอากาศที่ร้อนเหมาะต่อการเจริญของสาหร่าย จึงทำให้สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียมมีการเจริญมีการเจริญเติบโตดี ปี 39-40 สาหร่ายที่ผลิตสารพิษที่เกิดปัญหาส่วนใหญ่คือ สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวสายพันธ์ไมโครซิสติน แหล่งน้ำจืดที่มีสภาพเหมาะสม เช่น เขื่อนลำตะคอง นครราชสีมา เขื่อนแก่งกระจาน เพชรบุรี เป็นต้น ยกเว้นเขื่อนแม่กวง เชียงใหม่ สาหร่ายที่เจริญเป็นสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวลำดับ (order) Pleurocapsalesการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและผลิตสารพิษไมโครซิสติน ปริมาณ 0.28-0.81 มิลลิกรัมต่อกรัม (น้ำหนักเซลแห้ง) หรือโดยเฉลี่ย 0.62 มิลลิกรัมต่อกรัม (น้ำหนักเซลแห้ง) ซึ่งปริมาณที่องค์การอนามัยโลก (WHO)กำหนดค่าความปลอดภัยในน้ำดื่มให้มีได้ไม่เกิน 1 ไมโครกรัมต่อลิตร และจำนวนเซลล์ของสาหร่ายได้ไม่เกิน 20,000 เซลล์ต่อมิลลิลิตร จะเห็นได้ว่าปริมาณที่พบสูงเกิน อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน เป็นเหตุให้วิตกว่าสารพิษจะเข้าสู่ขบวนการผลิตน้ำประปา จึงควรป้องกันและกำจัดสารพิษให้น้อยลงหรือหมดไป

 

๓. วิธีการควบคุมและกำจัดสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน

๓.๑ การควบคุมทางวิทยาศาสตร์ วิธีการควบคุมและกำจัดมีหลายวิธี เช่น

– การจับตัวกัน (flocculation) การควบคุมค่าความเป็นกรด-ด่าง การควบคุมอุณหภูมิหรือการย่อยสลายโดยใช้แสงอาทิตย์ (Photolysis)

– การใช้โอโซน (Ozonization) สามารถลดได้ถึงร้อยละ 100 แต่เงินลงทุนสูง

– วิธีที่นิยมใช้กันหลายประเทศรวมทั้งไทย คือ การใช้ตัวดูดซับ (Adsorption) โดยใช้ถ่านกัมมันต์ (activated carbon) เป็นตัวดูดซับ ใช้ทั้งชนิดผง (powder) และชนิดเม็ด (granular) พบว่าสามารถลดไมโครซิสตินได้มากกว่าร้อยละ 90 แต่วิธีการใช้ยุ่งยาก และใช้เวลานาน

๓.๒ การควบคุมทางสังคม วิธีการควบคุมและกำจัดมีหลายวิธี เช่น

– ไม่ควรปล่อยน้ำเสียจากการซักล้างลงแหล่งน้ำให้มากกว่าเดิม เพราะสารฟอสเฟตในผงซักฟอกเป็นสารชนิดหนึ่งที่เป็นธาตุอาหารของสาหร่าย

– ลดหรือหยุดการปล่อยน้ำทิ้ง/น้ำเสียลงกว๊านพะเยา,ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรและกำจัดมูลสัตว์ในพื้นที่โดยรอบ

– การสร้างแนวกำแพงที่เป็นมิตร(Buffer zone) บริเวณกว๊านพะเยา ช่วยดูดซับสารอาหารของสาหร่ายเพื่อลดสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต

        – การทำให้น้ำขุ่นน้อยลง (ดินตะกอนที่อยู่ในน้ำมีความสามารถในการเกาะติดเซลล์สาหร่ายได้ดี) เพราะฉะนั้นถ้านำดินตะกอนออกจะทำให้เซลล์สาหร่ายออกไปพร้อมกับดินตะกอน คือความโชคดีของธรรมชาติออกแบบให้ปัญหาบำบัดด้วยธรรมชาติ

 IMG_1218

ภาคเสวนา

หลังจากการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินแล้วเสร็จ เป็นการเปิดเวทีเสวนาในประเด็น “ชาวพะเยาร่วมกันสู้สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน” โดยมีผศ.มนตรา พงศ์นิล จากมหาวิทยาลัยพะเยา เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

จุฬาสินี พรหมเผ่า นายกเทศมนตรีเมืองพะเยา ได้กล่าวว่า ทางเทศบาลเมืองพะเยาได้จัดตั้งศูนย์พัฒนาบริหารจัดการกว๊านพะเยา (ศพบก.) กว๊านพะเยาเป็นหน้าตาเหมือนเป็นห้องรับแขก เป็นสมบัติคนพะเยา ร.อ.ดร.ธรรมนัส ใช้งบประมาณของมูลนิธิฯ มาช่วยกันเก็บผักตบชวา เนื่องจากปัญหาเดิมของกว๊านพะเยา คือ ตื้นเขิน รวมทั้งแม่น้ำสาขาด้วย การขยายตัวของวัชพืชมากขึ้น สัตว์น้ำลดลง การบุกรุก เมื่อได้ลงมือทำหน่วยงานท้องถิ่นต่างอำเภอก็มาร่วมทำด้วย ก่อนหน้านั้นมีการพูดคุยแล้วไม่ได้ลงมือทำ มาครั้งนี้นำผักตบชวาออกไปแล้วทำเป็นปุ๋ย ทำให้มีผักตบชวาน้อยลง นอกจากนี้จัดเก็บผักตบชวานอกเขตเทศบาลเมือง ฯ ไปทำทั้งท้องถิ่นด้านตะวันตกรอบกว๊านพะเยา ที่ผ่านมาเทศบาลทำการเก็บผักตบชวา ขุดร่องน้ำดักตะกอนก่อนลงสู่กว๊านพะเยา พร้อมทั้งหารือและเสนอแนะแต่ละท้องถิ่นถึงแนวทางการพัฒนากว๊านพะเยา

นอกจากนี้ได้ขุดคลองชักน้ำในพื้นที่ ต.แม่ต๋ำ เพื่อให้ชาวประมงนำเรือออกหาปลาได้ โดยขุดคลองที่เป็นร่องน้ำเดิมของชาวบ้านอยู่ก่อนแล้ว ตอนนี้ขุดแล้ว 4 คลอง จากทั้งหมด 20 คลอง ปัญหาติดที่บริหารจัดการดินที่ขุดลอก เมื่อนำขึ้นมาแล้วก็ต้องรอให้แห้งจึงจะนำไปทิ้งได้         นอกจากน้ำจะแห้งแล้วคุณภาพน้ำยังต่ำด้วย อันตรายเกิดกับคนรอบกว๊านพะเยาโดยตรง ตอนนี้มีแนวคิดที่จะรณรงค์ใช้น้ำประหยัด ทางประปาเราก็ต้องไปตรวจคุณภาพน้ำด้วย จากอาทิตย์ละครั้งก็ต้องเพิ่มความถี่มากขึ้น เนื่องจากคนในพื้นที่ใช้น้ำประปาในการอุปโภค-บริโภค

นายกเทศมนตรีเมืองพะเยา มีข้อเสนอว่า ในเขตเทศบาลรวมทั้งรอบกว๊านพะเยามีการรวมตัวกับชาวบ้านอยู่แล้ว อยากให้จัดเวทีให้ชาวบ้านมาร่วมเข้ามาฟังเรื่องสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ยอมรับว่าฝั่งเมืองก็ปล่อยน้ำเสียลงมา เทศบาลเมืองพะเยาจะเข้ามาดูปัญหาแหล่งน้ำ เราจะนำเสนอข้อมูลขอขุดลอกคลองชักน้ำเพิ่มขึ้น เพื่อกำจัดผักตบชวา ให้ชาวบ้านหาปลาได้ ขุดลอกวัชพืชตะกอนดิน 1 ล้านตารางเมตร เพื่อให้มีพื้นที่เก็บกักน้ำฝนมากขึ้น ชาวประมงเดินไปทอดแหหาปลาโดยไม่ต้องใช้เรือหาปลาได้เลย

ส่วนทางป่าต้นน้ำ เทศบาลตำบลบ้านต๋อม ได้ทำฝายปลูกหญ้าแฝก เน้นให้เยาวชนเห็นความสำคัญของแหล่งน้ำ อนุรักษ์ต้นน้ำ โดยมีทหาร ตชด. ร่วมกับศพบก.ดูตั้งแต่หนองเล็งทราย จึงอยากให้ทุกส่วนตระหนักถึงคุณภาพน้ำ เรื่องสาหร่ายฯ ชาวบ้านยังไม่รู้เลย จึงฝากมหาวิทยาลัยพะเยาช่วยให้ความรู้ชาวบ้านและเดินไปพร้อมกัน

ตัวแทนจากสำนักงานประปาจังหวัดพะเยา ได้กล่าวว่า ทางประปาได้เข้าไปติดตามสาหร่ายฯ ตลอดเวลา ได้นักวิจัยจากเชียงรายมาเก็บน้ำไปตรวจทุกอาทิตย์ ยังรับรองว่าน้ำประปาดื่มได้ เพราะมีการผลิตแบบโปรเทคชั่น ด้วยการฆ่าสาหร่ายก่อนที่จะผลิตน้ำประปา คาดว่าถ้าปริมาณสาหร่ายกว๊านมีมาก มีโครงการจะผันน้ำจากอ่างแม่ต๋ำมาอีก 2 ล้าน ลบ.เมตร เพื่อเจือจางสาหร่ายฯ ทางจังหวัดด้านการเกษตร ผวจ.ไม่ปล่อย เพื่อเก็บไว้อุปโภค-บริโภค ประปาสามารถดื่มได้ ดื่มจากก๊อกน้ำได้เลยครับ ถึงเดือนเม.ย. จะมีน้ำใช้ได้พอ? ตอนนี้ปริมาณน้ำในกว๊าน 15 ล้าน ประปาใช้เดือนละ 5.4 แสน ล้าน 6 เดือน ใช้ 3.2-3.3 ล้าน น่าจะรอด ถ้าเป็นระบบประปาหมู่บ้าน ไม่มีระบบถังตกตะกอนจะกำจัดยาก ต้องมีระบบถังตกตะกอนก่อน

สำนักงานประปาพะเยา มีข้อเสนอว่า แนวทางในการศึกษา ถ้าในอนาคตเป็นไปได้ต้องขอความร่วมมือจาก มหาวิทยาลัยพะเยา และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมพะเยา การบำบัดจะใช้แนวทางธรรมชาติบำบัดธรรมชาติ ใช้ผักตบชวา ในช่วงฤดูแล้ง ถ้ามองอีกมุม ตัวนี้จะช่วยบำบัดน้ำเสีย อาจจะมีการออกแบบทำเป็นแปลงผักตบชวาเพื่อกรองของเสีย

ประดิษฐ์ สีใส สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมจังหวัดพะเยา (ทสจ.) ได้กล่าวว่า ทสจ.     ดูเรื่องคุณภาพน้ำ ระบบนิเวศ ถ้าปริมาณน้ำมีต่ำกว่า 20 % ถือว่าวิกฤติ และจะมีสาหร่ายสีเขียวด้วย เรื่องคุณภาพน้ำ ทางสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ลำปาง มาเก็บตัวอย่างน้ำให้ ทสจ. ปีนี้เก็บ 6 จุด (บางปี 8 จุด) เก็บตัวอย่างน้ำทุก 3 เดือน คุณภาพน้ำกว๊านพะเยา ปี ๒๕47 พอใช้ ที่เหลือ เสื่อมโทรม และเสื่อมโทรมมาก จุดที่เป็นปัญหาคือจุดใต้สะพาน (ถนนพหลโยธิน)ใกล้ประมง ( มาตรฐานน้ำประปาทางการประปาจะมีพารามอเตอร์ควบคุมอยู่ ปัญหากว๊านพะเยาคุณภาพน้ำเสื่อมโทรม ถ้าได้น้ำ 2 ล้าน มาเติมจะช่วยได้ พอเก็บผักตบชวาออกพื้นที่รับแสงแดดก็มีมากขึ้น ในกว๊านมีสารอาหารของสาหร่ายฯ           การเฝ้าระวังเรื่องคุณภาพน้ำ ฝั่งด้านตะวันออก ตั้งแต่ประตูเหล็กขึ้นไป ยังไม่มีระบบบำบัดน้ำเสีย คงต้องขอแรงจาก ทม.พะเยาช่วย และท้องถิ่นรอบกว๊านเฝ้าระวัง ถ้าไม่มีน้ำเสียและสารเคมีจากภาคเกษตรลงมาก็จะช่วยแก้ปัญหาสาหร่ายได้ ด้านสิ่งแวดล้อมต้องเฝ้าระวังและหาข้อมูลร่วมกันเฝ้าระวัง

สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมจังหวัดพะเยา มีข้อเสนอว่า ต้นน้ำรอบกว๊าน มีการปลูก-อนุรักษ์ป่า เรามีต้นน้ำแต่ไม่มีต้นทุนน้ำ กลางน้ำ (ครัวเรือน สถานประกอบการ ทำถังดักไขมัน/บ่อดักไขมัน/ระบบบำบัดน้ำเสีย) การเฝ้าระวังกำจัดวัชพืช

รัฐวุฒิชัย ใจกล้า นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านตุ่น ได้กล่าวว่า กฎหมายกว๊านพะเยามีหลายฉบับ ถ้าไม่แก้ไขจะทำอะไรยาก อยากให้พูดถึงเรื่องกฎหมาย ถ้าไม่แก้กว๊านจะพัฒนายาก และพื้นที่ตรงนี้ห่วงเรื่องนกน้ำ (พื้นที่ชุ่มน้ำ) มากกว่าชีวิตคน น่าจะมีความสะดวกของหน่วยงานต่างๆ เข้าไปทำได้ง่ายขึ้น ขณะนี้ต้องรวมกฎหมายเป็นหนึ่งเดียว

         สมศักดิ์ เทพตุ่น ประธานเครือข่ายชาวประมงกว๊านพะเยา ได้กล่าวว่า ปัจจุบันปลาในกว๊านพะเยามีกลิ่นฉุนๆ เล็กน้อย เพราะปลากินสาหร่ายฯ ในกว๊าน ทางประปาได้คุยเน้นเรื่องคุณภาพน้ำ และมีแผนคิดว่าจะใช้ผักตบชวาให้เกิดประโยชน์ ดูดซับสารพิษและกรองน้ำได้ เป็นผักตบที่ใช้ได้ ทุกวันนี้ที่เราเห็นไม่ใช่ผักตบชวาโดยตรง เพราะพื้นของผักตบจะมีดิน ทุกวันนี้ไม่สามารถทำได้ เพราะทุกวันนี้ผักตบชวาติดดินไปหมดแล้ว จึงทำไม่ได้ ผักตบจึงยึดติดอยู่ตรงนั้น วิธีการที่ดีที่สุด คือ ขุดลอกและนำผักตบที่ใช้ไม่ได้ ต้องทำหน้าแล้ง ขุดทั้งผักตบชวาและตะกอนดิน

ประธานเครือข่ายชาวประมงกว๊านพะเยา มีข้อเสนอว่า ที่ผ่านมาข้อเสนอจากชาวบ้านไม่มีพลัง จึงฝากนายกเทศบาลเมืองพะเยา และ มหาวิทยาลัยพะเยาได้เสนอแนวคิดต่อ ผู้ว่าราชการจังหวัด ชาวบ้านได้แต่สังเกตและมีข้อคิดเห็น เช่น เครือข่ายชาวบ้าน 17 ชุมชน ได้ไปศึกษาดูงานที่สกลนคร มาปรับใช้ในกว๊านพะเยา ตอนนี้กว๊านพะเยาตื้นเขินมาก ชาวบ้านต้องขุดเปิดร่องน้ำเอาเรือออกเอง โดยไม่พึ่งภาครัฐ ดังนั้นควรมีกิจกรรมดีๆ ที่ไม่ทำลายกว๊านพะเยา

ธนสาร ธรรมสอน ที่ปรึกษานายกเทศมนตรีเมืองพะเยา ได้กล่าวว่า ปัญหาหลักในกว๊านพะเยาคือ การพัฒนากว๊านจะต้องทำรายงานผลกระทบ สวล.เบื้องต้นรายงานจังหวัด แต่การขุดลอกต้องทำต่อเนื่อง ปัญหาการขุดลอก เราคิดเหมือนชาวประมงคือทำหน้าแล้ง แต่ติดขัดงบประมาณ ถ้าจำเป็นต้องเร่งด่วน ก็ต้องระดมงบฯท้องถิ่น เช่น ปัญหาผักตบชวาก่อนแล้งเก็บไป 5 ตารางเมตร ยังเหลืออีก 4 ล้าน ตารางเมตร โดย 2 ล้าน เป็นผักตบ ที่เหลืออีก 2 ล้าน เป็นผักตบและวัชพืชน้ำ ไม่อยากให้ผักตบไหลไปมา

ข้อเสนอ อยากขอให้ประปาช่วยกันผักตบไว้นำไว้ในที่จะต้องใช้ผลิตน้ำประปา หรือ ท้องถิ่นรอบกว๊านพะเยาก็นำงบฯ มาช่วยกัน ถ้าจะล้อมผักตบต้องล้อมในฤดูน้ำหลาก ศพบก.ขับเคลื่อนทุกวันนี้ คือ ส่วนราชการต้องยึดกฎหมาย โดยการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้น

สรุปแนวทางแก้ไขปัญหาสาหร่ายสีเขียงแกมน้ำเงินจากพระนิสิตสาขาการจัดการเชิงพุทธ  มจร.วิทยาเขตพะเยาที่มาร่วมเสวนา

สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น

ปัจจุบันพบว่าปัญหาที่สำคัญประการหนึ่ง ซึ่งต้องแก้ไขเป็นการเร่งด่วน คือ ปัญหาด้านคุณภาพน้ำ โดยจากผลการตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง พบว่าคุณภาพน้ำในกว๊านพะเยา อยู่ในเกณฑ์ “เสื่อมโทรม” ถึง “เสื่อมโทรมมาก” เมื่อเทียบกับมาตรฐานคุณภาพแหล่งน้ำผิวดิน โดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจาก ปริมาณสารอินทรีย์ในกว๊านพะเยาที่มีปริมาณมาก จนทำให้จุลินทรีย์มีความต้องการใช้ออกซิเจนในกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ในแหล่งน้ำสูง ซึ่งมาจากการชะล้างสิ่งปฏิกูลจากเมือง และชุมชน ที่ระบายลงสู่กว๊านพะเยา

ข้อเสนอแนะ

๑.ให้มีการจัดอบรมให้ความรู้แก่ประชาชนที่อยู่ริมกว๊านเกี่ยวกับสาหร่าย และการบอกวิธีลดจำนวนของสาหร่าย

๒.การอบรมแก่ร้านค้าและโรงแรมบริเวณกว๊านให้มีปล่อยของเสียลงกว๊านให้น้อยที่สุด

๓.ทุกคนต้องให้ความร่วมมือกันในการช่วยดูแลและบอกกล่าวถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นหากปล่อยน้ำเสียลงกว๊าน

๔. ให้มีกฎหมายเฉพาะพื้นที่ โดยทำเป็น พรบ.กว๊านพะเยา/ธรรมนูญกว๊านพะเยา มีสภาพบังคับตามกฎหมาย มีกลไกล คือสภาพัฒนากว๊านพะเยา ที่รับผิดชอบการพัฒนากว๊านพะเยา เน้นการมีส่วนร่วม

๕. การกำจัดวัชพืชที่หมักหมมเน่าเสียในกว๊านพะเยาออกให้หมด เพราะวัชพืชที่หมักหมมเหล่านี้จะเป็นปัจจัยให้น้ำเน่าเสีย และก่อให้เกิดสาหร่ายเขียวแกมน้ำเงิน

๖. การจัดบริเวณส่วนหนึ่งในกว๊านพะเยา (zoning) เพื่อเลี้ยงผักตบชวา เพราะผักตบชวามีประโยชน์ในการกำจัดสารพิษ น้ำเน่าเสีย และเพิ่มออกซิเจนให้แก่น้ำในกว๊านพะเยา อีกทั้งยังนำมาเป็นวัสดุในการประกอบอาชีพหัตถกรรมจากผักตบชวาเพื่อสร้างรายได้ให้ครอบครัวอีกด้วย

๗. สร้างให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการอนุรักษ์ลำน้ำอิงและกว๊าน ฟื้นฟูระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่เชื่อว่า ในที่สุดจะสามารถสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์กว๊านพะเยาให้ชาวพะเยา ได้เห็นคุณค่าของกว๊านพะเยา และ พร้อมที่จะร่วมกันดูแลรักษาให้มีความสวยงามและอุดมสมบูรณ์สืบไป

แบ่งปัน