“พระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นนกเอี้ยง อาศัยอยู่บนดอยจอมทอง แล้วลงไปอาบกินน้ำในหนองทุกวัน วันหนึ่งมีเหยี่ยวมาจิกตีกินนกเอี้ยงเป็นอาหาร ครั้นเมื่อพระโพธิสัตว์ ตรัสเป็นพระสัพพัญญูแล้ว มาฉันจังหันที่บ้านช่างทอง ตำบลเขาจอมทอง ท่านก็เทศนาให้พระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ ตำบลนี้เป็นป่าช้าของตถาคตแห่งหนึ่ง แลเหตุนี้สระทุ่งนี้จึงได้ชื่อว่า ‘หนองเอี้ยง’ หรือ ‘ ทุ่งเอี้ยง’ เรียกตามนามนกเอี้ยงนั้น”
ประวัติความเป็นมาของกว๊านพะเยา
ประวัติของกว๊านพะเยาได้ มีการบันทึกเป็นตำนานไว้ในพงศาวดารสองสำนวนคือประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 61 และพงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน (อ้างในชัยวัฒน์ จันธิมา, 2545:148 – 149) กล่าวคือ
ในสำนวนแรก เป็นของ ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 61 กล่าวว่า “พระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นนกเอี้ยง อาศัยอยู่บนดอยจอมทอง แล้วลงไปอาบกินน้ำในหนองทุกวัน วันหนึ่งมีเหยี่ยวมาจิกตีกินนกเอี้ยงเป็นอาหาร ครั้นเมื่อพระโพธิสัตว์ ตรัสเป็นพระสัพพัญญูแล้ว มาฉันจังหันที่บ้านช่างทอง ตำบลเขาจอมทอง ท่านก็เทศนาให้พระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ ตำบลนี้เป็นป่าช้าของตถาคตแห่งหนึ่ง แลเหตุนี้สระทุ่งนี้จึงได้ชื่อว่า ‘หนองเอี้ยง’ หรือ ‘ ทุ่งเอี้ยง’ เรียกตามนามนกเอี้ยงนั้น”
ในสำนวนที่สอง เป็นของพงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสนกล่าวว่า“ครั้งหนึ่งพระร่วง กษัตริย์สุโขทัยเสด็จเยี่ยมพญางำเมือง กษัตริย์พะเยา ผู้เป็นพระสหาย และได้ลักลอบเป็นชู้กับนางเทวีของพญางำเมือง พญางำเมืองทราบเรื่อง จึงได้ให้ไพร่พลตามจับพระร่วง พระร่วงแปลงเป็นนกเอี้ยงบินหนี แต่ต้องมนต์ของพญางำเมือง ทำให้อ่อนแรงตกลงในหนองน้ำ หนองน้ำนั้นจึงชื่อว่า ‘หนองเอี้ยง’ จากนั้น พระร่วงจึงแปลงร่างเป็นวัวแดง โดดลงในสระแห่งหนึ่ง แต่ก็อ่อนกำลังลงในที่นั้นอีก สระนั้นจึงได้ชื่อว่า ‘หนองวัวแดง’ พระร่วงยังไม่ยอมแพ้ จึงแปลงเป็นตุ่นดันเข้าไปในดิน พญางำเมืองจึงสกเสียม ขุดดินไล่ตามตุ่นไปจนจับพระร่วงได้ ที่บริเวณนั้นจึงเรียกว่า ‘ร่องตุ่น’ และ ‘บ้านตุ่น’ นั่นเอง
สุรัสวดี อ๋องสกุล (2544 : 47) กล่าวถึง กว๊านพะเยาว่า มีความสำคัญต่อเมืองพะเยามาก เนื่องจากในสมัยการตั้งบ้านแปงเมืองพะเยาของขุนจอมธรรมนั้น กว๊านพะเยาถือเป็นหนึ่งในสามของชัยภูมิที่เหมาะสมกับการสร้างอาณาจักร กล่าวคือ มีชัยมงคล 3 ประการ คือ ประการแรก มีแม่น้ำสายตาหรือแม่น้ำอิงอยู่ทางใต้ของเมือง และไหลไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ประการที่สอง มีกว๊านพะเยาหรือหนองเอี้ยง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง และประการสุดท้าย ที่หัวเวียงมีดอยจอมทอง ที่บรรจุพระธาตุจอมทอง เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองพะเยา ดังนั้นที่ตั้งของเมืองพะเยาจึงมีความอุดมสมบูรณ์ เฉพาะบริเวณตัวเมืองพะเยา เพราะมีแหล่งน้ำที่สำคัญสองแหล่งคือ น้ำอิงและกว๊านพะเยา ซึ่งเป็นบึงขนาดใหญ่ ส่วนพื้นที่ราบในบริเวณนี้ค่อนข้างกว้าง และต่อเนื่องมาจากเชียงราย
บริเวณรอบกว๊านพะเยาในสมัยอดีต มีบ้านเรือนและวัดตั้งอยู่เป็นจุด ๆซึ่งประชากรรอบกว๊านพะเยาในสมัยนั้น มีทั้งชนพื้นเมือง อพยพมาจากจังหวัดลำปาง คนจีน และคนอีสานตามลำดับ ชาวบ้านอาศัยน้ำจากหนอง ลำห้วยของกว๊านพะเยาสำหรับการอุปโภคและบริโภค
จากการสำรวจ และให้ข้อเสนอแนะของดร.ฮิว แมคคอร์มิค สมิธ (H.M.Smith) พร้อมด้วยเจ้าพระยาพลเทพ เสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการและผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายซึ่งตรวจกว๊านพะเยาเมื่อ พ.ศ. 2466 และจากการสำรวจของหลวงมัศยจิตรการ ผู้แทนการประมง ที่เดินทางไปตรวจกว๊านพะเยาเมื่อ พ.ศ. 2482 ทำให้เห็นว่ากว๊านในฤดูแล้งจะแห้งขอด ชาวบ้านจะพากันมาจับสัตว์น้ำโดยไม่มีการควบคุมจำนวนไม่ต่ำกว่า 300 คน จะทำให้จำนวนปลาลดน้อยลง จึงมีดำริให้กั้นทำนบทางตอนใต้กว๊านพะเยา จุดปากลำน้ำอิงทิศใต้ก่อนที่น้ำกว๊านจะไหลออกไปสู่แม่น้ำอิงไปทางดอกคำใต้ในปัจจุบัน
ต่อมา พ.ศ. 2482 กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการสร้างทำนบและประตูระบายน้ำตรงสถานีประมงนำจืดจังหวัดพะเยา การสร้างประตูระบายน้ำแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2484 ทำให้น้ำท่วมที่หนอง ที่บวก ที่ร่องน้ำในกว๊านพะเยา และลามไปท่วมที่ดินและบ้านเรือนของราษฎรบางส่วนที่ตั้งอยู่ใกล้สถานที่ดังกล่าว หนองน้ำธรรมชาติจึงแปรเปลี่ยนเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่เป็น “กว๊านพะเยา” ตั้งแต่ พ.ศ. 2484 จนถึงปัจจุบัน กว๊านพะเยาจึงมีพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 20.53 ตร.กม. หรือประมาณ 12,831.25 ไร่ สามารถกักเก็บน้ำได้โดยเฉลี่ย 31.45 ล้าน ลบ.ม. (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2535 และสำนักงานประมงจังหวัดพะเยา, 2543 และสหัทยา วิเศษ และคณะ, 2545)
ลักษณะทางกายภาพ
กว๊านพะเยาเป็นแหล่งน้ำที่ใหญ่ที่สุดในลุ่มน้ำอิง และภาคเหนือตอนบน มีรูปร่างคล้ายกะทะครอบคลุมพื้นที่ 12,831 ไร่ 1 งาน 26 ตารางวา ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดพะเยา มีต้นกำเนิดจากป่าต้นน้ำทางด้านทิศตะวันตกซึ่งเป็นบริเวณเทือกเขาผีปันน้ำหรือดอยหลวง ประกอบด้วยดอยต่างๆ อันได้แก่ ดอยขุนแม่ต๊ำ ดอยกองหิน ดอยแม่สุก ดอยขุนแม่ฟาดเป็นแหล่งกำเนิดของลำห้วย 11 สาย นอกจากนี้ยังมีอีก 1 ลำห้วย ซึ่งมีต้นน้ำบริเวณดอยด้วน อยู่ในเขตอำเภอแม่ใจและอำเภอเมือง จังหวัดพะเยา รวมทั้งหมด 12 ลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มน้ำห้วยแม่ปืม ลุ่มน้ำห้วยแม่เหยี่ยน ลุ่มน้ำห้วยแม่ตุ้ม ลุ่มน้ำห้วยแม่ต๊ำ ลุ่มน้ำห้วยแม่ต๋อม ลุ่มน้ำห้วยแม่ตุ่น ลุ่มน้ำห้วยแม่นาเรือ ลุ่มน้ำห้วยแม่ต๋ำ ลุ่มน้ำห้วยแม่ใส ลุ่มน้ำห้วยแม่ร่องขุย ลุ่มน้ำห้วยแม่ร่องปอ และลุ่มน้ำอิง น้ำจากลำห้วยต่างๆ ไหลเข้าทางบริเวณตอนเหนือของกว๊าน และไหลออกทางด้านตะวันออกเฉียงใต้แล้วย้อนกลับขึ้นมาทางตะวันออกเฉียงเหนือ ลงสู่แม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย
ลักษณะทางชีวภาพ
ก่อนการสร้างประตูระบายน้ำกั้นขวางลำน้ำอิง กว๊านพะเยาจัดได้ว่าเป็นแหล่งน้ำแบบที่มีการไหลเวียนอย่างต่อเนื่อง และในทิศทางที่แน่นอน (Logic environment series) ซึ่งถือว่าเป็นระบบนิเวศแบบเปิด (Open aquatic ecosystem) และเป็นที่เชื่อกันว่าเป็นระบบนิเวศที่มีความมั่นคงสูง กล่าวคือ มีองค์ประกอบทางกายภาพและองค์ประกอบทางชีวภาพในปริมาณและจำนวนที่เหมาะสม และแต่ละองค์ประกอบก็ทำหน้าที่ของตนเองอย่างสมบูรณ์ในระบบ การสร้างประตูกั้นขวางลำน้ำอิง ทำให้กว๊านพะเยากลายสภาพเป็นแหล่งน้ำที่ไม่มีการไหลเวียนของน้ำอย่างต่อเนื่อง และถือว่าเป็นระบบนิเวศแบบปิด (Closed aquatic ecosystem) ซึ่งมีส่วนทำให้พืชน้ำประเภทต่างๆ เจริญเติบโตและแพร่ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณริมกว๊านพะเยา (มนัส สุวรรณ และคณะ, 2534 : 17)
จากการที่กว๊านพะเยาเป็นระบบนิเวศแบบกึ่งปิด ค่อนข้างตื้น เป็นบึงที่มีการไหลเวียนของน้ำไม่ต่อเนื่อง พบสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่หลายชนิด เช่น
- นกน้ำอย่างน้อย 14 ชนิด เช่น นกเป็ดผีเล็ก นกยางกรอกพันธุ์จีน นกยางไฟธรรมดา นกกวัก นกอีล้ำเป็นนกประจำถิ่น 8 ชนิด นกอพยพ 2 ชนิด เป็นทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพ 3 ชนิด นกส่วนใหญ่เหล่านี้มีความชุกชุมน้อย ที่ชุกชุมมากคือ นกนางแอ่นบ้าน
- พันธุ์ปลา พบพันธุ์ปลาสูงสุด 51 ชนิด(ปี 2514) และต่ำสุด 21 ชนิด (ปี 2535) ชนิดที่มีสถานภาพมีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ ได้แก่ ปลาดุกด้าน ปลาค้าว ปลาหมอไทย ปลากดเหลือง ปลาช่อน ปลาดุกอุย ปลาตะเพียนขาว ปลากราย ปลาสลาด แต่จากการสำรวจสถิติชนิดและพันธุ์ปลาจากท่าขึ้นปลา 14 แห่งรอบกว๊านพะเยาโดยสถานีประมงน้ำจืดจังหวัดพะเยา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2543- มกราคม 2544 พบพันธุ์ปลา 29ชนิด เป็นปลาและสัตว์น้ำท้องถิ่น จำนวน 22 ชนิด ได้แก่ ปลากระสูบขีด ปลาหมอเทศลาย ปลาบู่ ปลาหมอช้างเหยียบ ปลาสลาด ปลากราย ปลาสลิด ปลาช่อน ปลากระดี่ ปลาหมอไทย ปลาหมอตาล ปลาซิว ปลาตะเพียนทราย ปลาซ่า ปลาดุก ปลาแป้นกระจก ปลาไส้ตัน ปลากดเหลือง ปลากระทิง ปลาแขยงใบข้าว ปลาปักเป้า กุ้งฝอย และเป็นปลาปล่อยจากสถานีฯ จำนวน 7 ชนิดได้แก่ ปลาตะเพียน ปลาไน ปลานิล ปลายี่สกเทศ ปลานวลจันทร์เทศ ปลาสร้อยขาว ปลากาดำ
- พันธุ์พืชน้ำอย่างน้อย 42 ชนิด มีพืชใต้น้ำ ได้แก่ สาหร่าย บริเวณน้ำตื้น พบพืชลอยน้ำตามขอบกว๊าน ได้แก่ ผักตบชวา ผักบุ้ง แพงพวยน้ำ จอกหูหนู บัว และ แหน พืชชายน้ำที่พบตามริมกว๊าน ได้แก่ หญ้าปล้อง บอน ผักเป็ดน้ำ หญ้าต่างๆ ต้นอ้อ ตาลปัตรฤาษี ธูปฤาษี โสนหางไก่ ต้นเทียนน้ำ ผักกูดนา ผักไผ่น้ำ ผักตบไทย กระจับ ต้นกกและไมยราบยักษ์ (สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดพะเยา ,มปท.)
การควบคุม และการใช้ประโยชน์
การสร้างทำนบกั้นลำน้ำอิงได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกร ชาวประมง ชุมชนต่างๆ เพราะได้ใช้น้ำกว๊านในการอุปโภค บริโภค การเกษตร การประมง การประปา รวมทั้งกว๊านยังเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดของกรมประมงอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม หลังจากการก่อสร้างประตูน้ำแล้วเสร็จ ทำให้ปลาพื้นเมืองจากแม่น้ำอิง และแม่น้ำโขง ซึ่งเคยขึ้นมาวางไข่บริเวณกว๊านพะเยา และบริเวณต้นแม่น้ำอิง มีจำนวนลดน้อยลงหรือบางชนิดได้สูญพันธุ์ไป เช่น ปลาเค้า ปลาข้างลาย ปลาหมู ปลาดุกเมือง ปลาหลด ปลาสลิด อาจกล่าวได้ว่า ปลาที่มีอยู่ในกว๊านพะเยาในปัจจุบัน บางชนิดเป็นพันธุ์ปลาที่สถานีประมงน้ำจืด จังหวัดพะเยานำมาปล่อยเพื่อให้ขยายพันธุ์ในกว๊านพะเยา เช่น ปลานิล ปลาไน ปลาตะเพียน ปลาสร้อย ปลาเฉา ปลาลิ่น ปลาซ่ง เป็นต้น ในการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ และควบคุมการทำประมงในกว๊านพะเยา จังหวัดพะเยาได้ออกประกาศจังหวัดพะเยา เพื่อกำหนดกว๊านพะเยาเป็นสถานีจับสัตว์น้ำประเภทที่รักษาพืชพันธุ์ กำหนดเครื่องมือที่อนุญาตให้ทำการประมง ลงวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2492 ซึ่งประกาศฉบับนี้ได้แบ่งพื้นที่กว๊านพะเยาออกเป็น 2 ส่วนหรือเขต เขตที่ 1 เป็นเขตอนุรักษ์ห้ามทำการประมงทุกชนิด มีพื้นที่ 5.6 ตารางกิโลเมตร (3,500 ไร่) เขตที่ 2 เป็นเขตที่อนุญาตให้ทำการประมง ได้โดยใช้เครื่องมือ ได้แก่ เบ็ด ลอบนอน ไซ ยกยอ และสุ่มเท่านั้น
นอกจากนี้กว๊านพะเยายังถูกขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ (Ramsar Site) เพราะถือว่าเป็นบึงน้ำจืดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม อีกทั้งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลา สัตว์น้ำ พืชน้ำ หลายชนิด รวมทั้งเป็นแหล่งอาศัยของนกประจำถิ่นและนกอพยพอีกด้วย
ปัจจุบันกว๊านพะเยามีความเสื่อมโทรมลงเป็นอย่างมากทั้งในด้านคุณภาพน้ำ การจัดการกว๊านพะเยา ระบบนิเวศของกว๊านพะเยา รายละเอียดมีดังต่อไปนี้
1. ปัญหาด้านระบบนิเวศของกว๊านพะเยา ได้แก่
- การลดลงและสูญพันธุ์ของพันธุ์ปลาและสัตว์น้ำ
- การตื้นเขินของกว๊านพะเยา เนื่องมาจากตะกอนดิน เศษวัชพืช/ขยะ
2. ปัญหาด้านคุณภาพน้ำของกว๊านพะเยา ได้แก่
- การปล่อยน้ำเสีย และทิ้งขยะลงในกว๊าน
- การเกิดสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียว
- การใช้สารเคมีในการเกษตรของเกษตรกร
- การเน่าเสียของพืชน้ำ
3. ปัญหาด้านการจัดการกว๊านพะเยา ได้แก่
- การพัฒนากว๊านพะเยา ขาดการคำนึงถึงระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ
- ความไม่มีเอกภาพของหน่วยงานต่างๆในการจัดการกว๊านพะเยา
- ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการกว๊านพะเยา
- การกำหนดเขตอนุรักษ์ของกรมประมง ไม่สอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงของชุมชน
- การบุกรุกพื้นที่กว๊านพะเยาของนายทุน
- การกว๊านซื้อพื้นที่กว๊านพะเยาฝั่งตะวันตกเพื่อเก็งกำไรของนายทุน
- มีการพัฒนากว๊านพะเยาในเชิงของการส่งเสริมการท่องเที่ยวมากเกินไป
4.ปัญหาที่เกิดจากการทำประมงของชาวประมงกว๊านพะเยา
- การใช้เครื่องมือหาปลาที่ผิดประเภท และรุนแรง
- ขาดจิตสำนึกในการอนุรักษ์พันธุ์ปลา
- แหล่งผสมพันธุ์ และวางไข่ของปลาถูกรบกวนและถูกทำลายจากการทำประมงที่รุนแรง
เอกสาร งานพิมพ์ บันทึก ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง
ข้อมูล ทุกรูปแบบที่สามารถนำไปใช้ในการเรียนรู้และพัฒนาท้องถิ่น
จะนำมารวบรวมไว้ที่นี่
หากคุณอยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเรา ติดต่อเราได้
เราจะนำมาเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์สาธารณะ และต่อยอดให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
28 สิงหาคม 2520 พะเยาถูกยกฐานะให้เป็นจังหวัด ผ่านมาถึงวันนี้ พะเยามีอายุครบ 31 ปี เป็นจังหวัดที่ 72 ของประเทศไทย โดยมีนายสัญญา ปาลวัฒน์วิไชย เป็นผู้ว่าฯคนแรก ศาลากลางจังหวัดชั่วคราวตั้งอยู่ที่”อาคารโรงเรียนสตรีพะเยา”
มีเรื่องตลกจากนักข่าวอาวุโสคนหนึ่งเล่าว่า ก่อนวันทำการหนึ่งวัน โต๊ะเก้าอี้สักตัวที่จะให้ผู้ว่าฯและหัวหน้าส่วนราชการนั่งทำงานยังไม่มี มีเสียงหึ่งเต็มเมืองว่า มีผู้หวังดีคนหนึ่งอาสาไปเรี่ยไรจากพ่อค้าและธุรกิจมืดมาซื้อ แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า เส้นทางที่เมืองพะเยากว่าจะมีฐานะเป็นจังหวัดได้นั้น ต้องผ่านมรสุมใหญ่ด้านกฎหมายมาไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง
สาเหตุสำคัญมาจากความติดขัดปัญหาการเมืองภายใน ระหว่างคนหน้าเขา(กลุ่มอำเภอพะเยา-ดอกคำใต้-แม่ใจ)
กับ คนหลังเขา(กลุ่ม อำเภอเชียงคำ-จุน-ปง-เทิง-ป่าแดด ในขณะนั้น) กล่าวคือ นักการเมืองฝ่ายโซนหน้าเขา เสนอที่ตั้ง”ศาลากลาง”ไว้อยู่ที่อำเภอเมืองพะเยา
ในขณะที่นักการเมืองโซนหลังเขา ให้ตั้ง “ศาลากลาง” ไว้ที่อำเภอเชียงคำ พูดภาษาชาวบ้าน คือ มีนักการเมือง 2 โซน แข่งขันกันตั้งจังหวัดขึ้น ในชื่อ “จังหวัดพะเยา” และ “จังหวัดเชียงคำ”
โดยร่างเป็นพระราชบัญญัติการจัดตั้งจังหวัด เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในสมัยนั้น ซึ่งกว่าจะผ่านการพิจารณาออกมาได้ ต้องใช้เวลานานหลายปี โดยอำเภอพะเยาถือเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมและศักยภาพมากที่สุด จึงได้ชื่อ “จังหวัดพะเยา” และมี “ศาลากลาง”ไว้ในพื้นที่สมปรารถนา หลายคนวิเคราะห์ เรื่องนี้ว่า เป็นเพราะเมืองพะเยามี “กว๊านพะเยา”
บาง คนพูดติดตลกว่า เป็นเพราะเชียงคำไม่มีร้านข้าวมันไก่ นัยของคำว่า ร้านข้าวมันไก่ คงมาจากการสำรวจร้านค้าและความเจริญมั่นคงด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเวลานั้น พะเยา คือ ชุมทางการขนส่ง การค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้า แต่ไม่ว่าพะเยาจะผ่านอุปสรรคขวากหนามกว่าจะมาเป็นจังหวัดได้นั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับว่า หลังจากที่เรามีศาลากลางเป็น “ศูนย์บริหารราชการจังหวัด”แล้ว
กว่า 30 ปีทีผ่านมา พะเยาได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา วัฒนธรรม รวมถึงสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อประชาชนชาวพะเยา อย่างไรบ้าง
สัญลักษณ์ของ “ศาลากลางจังหวัด” มีความหมายต่อคนพะเยามากน้อยแค่ไหน? ยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดอันเป็นเหมือน “ธงชัย”ที่จะนำเมืองพะเยาก้าวไปข้างหน้า ซึ่งกำลังจะถูกร่างขึ้นบนศาลากลาง จะกำหนดชีวิตคนพะเยาให้มีคุณภาพชีวิตได้จริงหรือไม่ (ปี 2552-2555)คนพะเยาจะมีส่วนร่วมต่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของตนเองอย่างไร
“พะเยา รัฐ”ในฐานะสื่อท้องถิ่น ขอนำท่านย้อนหลัง นิ่งดู และเดินไปสู่อนาคต มองปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และจะติดตามนำเสนอต่อไป เพื่อช่วยกันคิด ช่วยกันสร้างสรรค์ ช่วยกันพัฒนาสังคมเมืองพะเยาให้น่าอยู่ เราพร้อมแล้วที่จะเป็นสื่อกลางของทุกความคิดเห็น นับแต่นี้เป็นต้นไป
……………………..
สุภาพร ถิ่นวัฒนา / มูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนา
เมื่อ มองเข้าไปที่ศาลากลางจังหวัดครั้งใด ก็คิดถึงตัวแทนของชนชั้นปกครอง ซึ่งในส่วนของจังหวัดพะเยามีอยู่สองช่วงที่มีโอกาสได้เดินเข้าไป คือ ก่อนหน้านั้นที่เป็น “ศาลาหลังเก่า” และ “ศาลากลางหลังใหม่” ที่มีความอลังการกว่าเดิม
พูดถึงศาลากลาง ก็ต้องเอ่ยถึงผู้ว่าฯ โดยความรู้สึกส่วนตัวคิดว่า ที่ศาลาหลังเก่าเราเคยได้ร่วมทำงานกับผู้ว่าฯคนเก่าๆ ซึ่งในช่วงเวลานั้น ผู้ว่าฯมีการพบปะใกล้ชิดกับประชาชนมาก และเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมเยอะ ต่างกันกับเมื่อมีศาลากลางหลังใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาจังหวะทางการเมืองแบบซีอีโอ โดยบทบาทหน้าที่ผู้ว่าฯเองก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะสองสามท่านที่ผ่านออกไป
ไม่รู้ว่า ชาวบ้านเขาคิดถึงศาลากลางเป็นอะไร แต่ทุกครั้งเราจะเห็นว่าประชาชนที่เดือดร้อนมีปัญหาที่แก้ไม่ได้ ต้องยกขบวนไปร้องกันที่ศาลากลาง แสดงให้เห็นว่า ศาลากลางคือ ตัวแทนของชนชั้นปกครองที่ชัดเจนที่สุด
ล่า สุดมีเห็นเกษตรกรผู้ปลูกขิงมารวมตัวประท้วงที่ศาลากลาง ซึ่งก็เป็นปัญหาเดิมๆเรื่องราคาตกต่ำ มีตัวแทนในศาลากลางจังหวัดมารับหนังสือ แต่ชาวบ้านกลับไม่ได้รับคำตอบอะไร ทิ้งกองขิงไว้สองสามกอง
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ว่าฯ คนใหม่ปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า ช่วยทำให้ศาลากลางจังหวัดกลับมามีความน่าสนใจขึ้น อาจจะเป็นเพราะท่านเติบโตมาจากสายงานพัฒนาชุมชน ไม่เป็นมหาดไทยมาก ท่านมีมุมมองที่แตกต่างจากผู้ว่าฯคนอื่นๆ พอสมควร โดยเฉพาะด้านสังคม สังเกตว่า ระยะนี้ประชาชนหลายกลุ่มมีโอกาสเข้าไปใช้พื้นที่ในศาลากลางมากขึ้น มีการประชุมกลุ่มองค์กรต่างๆ ท่านผู้ว่าฯก็มีความสนใจและติดตามเข้าร่วมรับฟังอย่างต่อเนื่อง ต้องบอกว่า น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่ประชาชนจะได้มีโอกาสไปใช้ศาลากลางบ่อยๆ อย่างน้อยก็ได้แสดงความคิดเห็น ได้รับรู้รับฟังสิ่งที่ราชการกำลังจะคิดจะทำหรือทำไปแล้ว
สำหรับคนทำ งานในศาลากลาง น่าจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ ผู้บริหารที่มาแล้วไป บุคลิกก็มีหลายแบบ อีกกลุ่มเป็นข้าราชการประจำ ซึ่งน่าจะมีถึง 50-60 เปอร์เซ็นต์ที่เคยอยู่พะเยามาไม่น้อยกว่า 10-20 ปี สำนึกของความเป็นคนพะเยาน่าจะมีพอสมควร แต่ก็มีหลายแบบ แบบที่เอานายว่า รู้หมด นายใหม่มาก็สนองนายใหม่ได้ ชงเรื่องที่ผู้ว่าฯสนใจได้ หรือแบบที่ถูกกลืนไปก็มี
ในส่วนวีธีคิดของผู้ว่าคนปัจจุบัน มองจากยุทธศาสตร์ 4-5 ด้านที่ท่านนำเสนอ น่ารับฟังมาก แม้จะเน้นไปทางด้านเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ละเลยประเด็นทางสังคมหรือคุณภาพชีวิต ยังเปิดให้องค์กรภาคประชาชนเข้าไปร่วมทำแผน ห่วงอย่างเดียวคือการลงมือปฏิบัติ กลัวข้อความสวยๆ ที่เขียนลงไปในแผนนั้นผู้ปฏิบัติแต่ละคนจะเข้าใจไม่เหมือนกัน เช่นคำว่า “มีรายได้พอดีกับรายจ่าย”
ในอนาคตการบริหารจังหวัดจะถูกยกระดับเป็น เหมือน “กรม” ผู้ว่าฯ มีอำนาจหรือบทบาทเทียบเท่าอธิบดี เข้าใจว่า ศาลากลางในอนาคต น่าจะต้องมียุทธศาสตร์และแผนพัฒนาหรือโครงการต่างๆ ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ถ้าไม่วางรากฐานตรงนี้ให้แน่นและแม่นยำ ก็มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของพวกเราทั้งจังหวัดเช่นกัน
ไพรัตน์ ตันบรรจง/นายก อบจ.พะเยา
ผมมองว่ามีการ เปลี่ยนแปลงอะไรหลาย ๆ อย่างเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะสิ่งปลูกสร้างอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ ที่ทำให้เห็นความเจริญเติบโตของเมือง ถนนหนทางพัฒนาสัญจรได้สะดวก ติดต่อกับจังหวัดเพื่อนบ้านสะดวก
สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือ ความเป็นคนพะเยาที่รักสงบ มีวิถีชีวิตที่พอเพียง ทำการงานไปตามหน้าที่ ทำไปเรื่อยๆ ไม่ได้โอ้อวดโฆษณาใคร เราอยู่ของเราแบบนี้มานานแล้วนะ
ดูลึกๆ สังคมพะเยาเปลี่ยนไปมาก
แต่ในความเป็นเมืองพะเยานั้นไม่ได้มีการประชาสัมพันธ์ตัวเอง จึงทำให้จังหวัดพะเยาเป็นเมืองที่สงบ คนพะเยาชอบความสงบ
สุรัตน์ เจียตระกูล / ผอ.โรงเรียนพะเยาพิทยาคม
“ผม มองว่า 31 ปีที่ผ่านมา มันมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับจังหวัดพะเยาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะด้านการศึกษา ประการแรก คือ การเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้าง จากเดิมแบ่งเป็นกลุ่มประถม กลุ่มมัธยม ต่อมาก็รวมเป็นเขต สพฐ. ซึ่งการปรับเปลี่ยนโครงสร้างนี้ก็มีทั้งดีและเสีย
ประการที่สอง เด็กมีโอกาสที่จะเข้าถึงการศึกษาในระดับต่างๆ มากขึ้น มีทางเลือกมากขึ้น และ มีการใช้ระบบไอซีทีเข้ามาช่วย ประการที่สาม ครูมีบทบาทในการส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนเป็นผู้สืบค้นหรือค้นคว้า มากกว่าเดิม
ประการสำคัญที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน คือ การมีมหาวิทยาลัยมาตั้งในพื้นที่จังหวัดพะเยา เด็กของเรามีทางเลือกในการศึกษามากขึ้น ได้ยกระดับความรู้สูงขึ้นมา โอกาสอื่นๆ ก็ตามมา ซึ่งผมเชื่อว่าการศึกษาจะช่วยให้เด็กของเราไม่หนีท้องถิ่น เราจะไม่มีตำนานดอกคำใต้ เมื่อได้เข้าสู่วงจรการศึกษา
ผมคิดว่า แต่เดิมเราเคยตั้งความหวังว่า พะเยาจะเป็นเมืองแห่งการศึกษา ตอนนี้มันเป็นไปแล้ว เพียงแต่ว่า มันเป็นแต่โครงสร้างหรือมีแต่สิ่งปลูกสร้างหรือเปล่า ดังนั้นคนพะเยาเราจะทำอย่างไรให้มหาวิทยาลัยที่เรามีอยู่ หรือคนที่จบจากมหาวิทยาลัยในแต่ละปีนับหมื่นคน ออกมารับใช้ท้องถิ่น หรือสามารถนำเอาบุคลากรที่มีความรู้ในมหาวิทยาลัยมาช่วยให้เกิดงานวิจัยองค์ ความรู้เกี่ยวกับท้องถิ่นมากขึ้น ไม่ใช่มาตั้งมหาวิทยาลัยเพื่อดูดเอาทรัพยากรของท้องถิ่นไปฝ่ายเดียว
สำหรับ ด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม จังหวัดพะเยาในช่วง 30 ปีทีผ่านมา ยังคงรักษาสภาพแวดล้อมได้ดีอยู่ ผู้คนส่วนใหญ่รักและตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม อาจจะมีบางส่วนที่คิดทำลายบ้าง แต่น้อยลง เพราะชาวพะเยามีกระแสต่อต้านหรืออ่อนไหวต่อเรื่องนี้มาก
ในส่วนตัว ของผม คิดว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองพะเยาน่าจะยังคงมุ่งมั่นให้เป็นเมืองเกษตรกรรม มากกว่าด้านการท่องเที่ยว หรืออื่นๆ เราอาจจะเติมให้เป็นเมืองการศึกษา เมืองดนตรี เมืองอะไรก็แล้วแต่ เพิ่มเข้ามาไม่เสียหายหรอก แต่สิ่งหนึ่งคือ เราหนีบริบทของสังคมเกษตรกรรมไม่ได้ เพราะประชากรและพื้นที่รวมถึงทรัพยากรต่างๆ เราเหมาะที่จะเมืองเกษตรกรรม เราต้องไม่ทิ้งมัน
ต้องยอมรับความจริงว่า ทุกที่ทุกจังหวัด เราเลือกนักบริหารหรือเลือกผู้ว่าฯไม่ได้ ผู้ว่าฯทุกคนมีทั้งส่วนดีและส่วนเสีย ผมเชื่อว่าทุกท่านมีความตั้งใจ มีความรู้และประสบการณ์ เพียงแต่ว่าจังหวะ หรือความเข้าใจในบริบทของเมืองพะเยาในเวลานั้นอาจจะมีไม่มาก บางท่านมาแบบก้าวกระโดด อยากทำอะไรหวือหวา คิดโครงการแบบไม่ฟังเสียงประชาชน จึงต้องเสียเงินเสียทองไปจำนวนไม่น้อย”
กู้เกียรติ ดำรงวิริยะนุภาพ/หอการค้าจังหวัดพะเยา
คน พะเยาดีใจมากที่ได้ยกระดับเป็นจังหวัด เราคาดหวังกันว่า บ้านเมืองจะดีขึ้น การค้าขายต้องดีขึ้น หน่วยราชการ เจ้าหน้าที่ ตำรวจ การศึกษา มีคนเพิ่มขึ้นมา งบประมาณก็ตามมา มองจากภาพโครงสร้างแล้วดี
อย่างไรก็ตามสังคมเมืองพะเยายังต้องอิงฐาน รากที่มาจากการเกษตร เพราะประชากร 70-80 เปอร์เซนต์ของเราเป็นเกษตรกร ที่ผ่านมาก็มีความพยายามจะผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยผลักดันราคา สินค้าเกษตรให้สูงขึ้น แต่มันก็ยังไม่สู้จะดีมากนัก อีกด้านหนึ่งก็พยายามหาช่องทางด้านโอทอป ประสานพาณิชย์และพัฒนาสังคม ช่วยกันจัดงาน ดึงผู้ประกอบการให้มีกิจกรรมพิเศษบ่อยขึ้นถี่ขึ้น แต่มันก็ยังเป็นไปได้ช้า
ในส่วนของการท่องเที่ยว ก็ยังเป็นโจทย์ที่เราพยายามที่จะแก้ปัญหา ทำอย่างไรจะให้คนมาเที่ยว เพื่อหารายได้ในจุดนี้ เพราะพะเยาเป็นจังหวัดมาหลายสิบปีแล้ว ก็ต้องยืนด้วยลำแข้งลำขาของตนเองให้ได้
ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันพะเยาของเรามีปัญหาสังคมและครอบครัวมีสูงขึ้น พ่อไปทางแม่ไปทาง หลายครอบครัวยังอดยากปากแห้ง ยิ่งช่วงนี้ค่าใช้จ่ายแพงแต่ค่าแรงถูก อีกด้านหนึ่งเราก็เลี้ยงลูกหลานให้ใช้จ่ายเงินอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งทางแก้ก็ต้องร่วมมือกันทำอย่างไรจะให้เศรษฐกิจดีขึ้น พ่อแม่จะได้กลับมาดูลูกหลานตนเองบ้าง ถ้าทำให้เศรษฐกิจดี สังคมครอบครัวก็อบอุ่นตามมา
ปู่หลน : ชาญณรงค์ พูนวิริยาภรณ์
ผมมีความรักและ เจ็บปวดกับการจัดตั้งจังหวัดพะเยามามากพอสมควร ตอนนั้นทำงานเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เขียนรายงานเกี่ยวกับการตั้งจังหวัดพะเยา ได้รับความสนใจจากผู้อ่านจำนวนมากทั่วทั้งประเทศ เพราะประเทศไทยมีการเว้นว่างการตั้งจังหวัดมาหลายปี โดยเฉพาะคนในจังหวัดก็ตื่นตัวกับเรื่องนี้มาก
ผมคิดว่า ตอนนั้นเรามีศาลากลาง มีผู้ว่าฯแล้ว มันเป็นความหวังที่จะทำให้บ้านเราได้รับการดูแลพัฒนาอย่างเอาใจใส่จากหน่วย งานของรัฐ รวมถึงเราจะมี ส.ส.หรือนักการเมืองของเราเอง เศรษฐกิจการค้าคงจะดีขึ้น
ผมจำได้ว่า ช่วงเวลานั้นเราใช้อาคารโรงเรียนสตรีพะเยาเป็น “ศาลากลาง” ชั่วคราวอยู่ถึง 2-3 ปี จากวันนั้นจนมาถึงวันนี้ ผมคิดว่าจังหวัดพะเยาของเรามีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะตัวศาลากลาง เปลี่ยนแปลงเฉพาะตึก แต่คนที่นั่งบริหารหรือทำงานในศาลากลางไม่เคยเปลี่ยน
ผม เองก็ไม่รู้ว่า…ประชาชนอย่างเราจะไปพึ่งราชการได้อย่างไร เพราะที่ผ่านมาปัญหาต่างๆของจังหวัดพะเยาไม่เคยถูกนำมาแก้ไขอย่างถูกทิศทาง ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาที่ดินทำกินของราษฎร ปัญหาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ ปัญหาแหล่งน้ำที่มีการบริหารจัดการไม่เป็นระบบ ปัญหาการศึกษาและปัญหาสิ่งแวดล้อม
โดยเฉพาะปัญหาสำคัญ คือ ปัญหาความยากจน ปี 2549 เรามีประชากร 5 แสนกว่าคน ปี 51 เราเหลือ 4.8 แสนคน ที่หายไปคืออพยพย้ายถิ่นฐานหนีไปทำงานตั้งรกรากที่อื่น เพราะไม่มีงานทำ องค์กรท้องถิ่น นักการเมืองและหน่วยข้าราชการทั้งจังหวัดเราสนใจแต่เรื่องทำถนน ขุดลอก แต่อาชีพความเป็นอยู่ของประชาชนไม่ได้รับการเหลียวแล
ให้ผมพูดตรงๆ ก็คือ 31 ปีที่ผ่านมา ผมผิดหวังมากๆ และจะผิดหวังมากไปอีก ถ้าวันนี้เราไม่สามารถทำให้ศาลากลางเป็นที่พึ่งของชาวบ้านได้
“เชวง วงศ์ใหญ่” หรือที่คนพะเยา-เชียงรายรู้จักและขนานนามว่า “ความหงานต่งลอ” นับเป็นนักการเมืองรุ่นลายคราม ที่มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของเมืองพะเยามาตั้งแต่ยุคเริ่มแรก ท่านเป็นหนึ่งในคนการเมืองที่มีส่วนผลักดันให้เมืองพะเยากลายเป็นจังหวัด คำบอกกล่าวของเขาในวันนี้ ในวัยอายุ 79 ปี จึงกลายเป็นประวัติศาสตร์การเริ่มสร้างบ้านแปงเมืองพะเยา ซึ่งมีความลำบากยากเข็ญ
เริ่มต้นการเมืองก่อนที่พะเยาจะกลายเป็นจังหวัด
ผม เล่นการเมืองมาตั้งแต่วัยหนุ่ม เริ่มไต่เต้าจากสมาชิกสภาจังหวัด จากนั้นช่วงปี 2490 จึงเริ่มลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ในเขต อ.เชียงคำ อ.เทิง อ.เชียงของ และ อ.จุน ซึ่ง ตอนนั้น พะเยา เป็นเพียงอำเภอหนึ่งซึ่งถือเป็นเมืองหน้าด่านของจังหวัดเชียงราย ตอนนั้นคนเชียงรายเริ่มรู้จักผมในนาม ส.จ.ที่ เปิดโปงคอรัปชั่น การก่อสร้างที่ กิ่งอำเภอเชียงแสน นั่นทำให้ผมได้รับความไว้วางใจให้เป็น ส.ส.ในสมัยแรก
สมัยการเลือกตั้งครั้งที่ 2 ผมได้รับความไว้วางใจให้เป็น ส.ส. ต่ออีกหนึ่งสมัย ซึ่งในสมัยนี้เองที่ผมได้มีโอกาสผลักดันให้มีการแบ่งเขตยกฐานะพะเยาให้กลาย เป็นจังหวัด ซึ่งคนที่รับผิดชอบในการยื่นเรื่องตอนนั้น คือ พล.ต.ต.สง่า กิตติขจร ตอนนั้นท่านเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ส่วน ส.ส.ก็มีการยื่นเรื่องให้มีการยกฐานะพะเยาให้กลายเป็นเอกเทศจากจังหวัด เชียงราย อีกไม่นานนักหลังการแยกเป็นจังหวัดพะเยา ผมก็ได้รับการเลือกจากประชาชนให้เป็น ส.ส.อีก 3 สมัย
พะเยายุคเริ่มต้นกับปัจจุบันต่างกันมากแค่ไหน
เหมือน ฟ้ากับดิน เพราะสมัยก่อนบ้านเมืองของเราลำบากยากเข็ญมากเรื่องถนนหนทาง เรื่องน้ำ เรื่องปัจจัยในการพัฒนาล้วนแต่ล้าหลัง ตอนผมเป็น ส.ส. ต้องต่อสู้อย่างมากกว่าจะได้โครงการพัฒนาลงมาสู่จังหวัดตนเอง การเมืองก็เล่นกันรุนแรง ตอนนั้นผมต่อสู้กว่าจะได้แต่ละโครงการ แต่ก็มีโครงการหนึ่งที่ผมไม่สามารถทำได้ คือโครงการ “ฝายอิงลอด” ซึ่งเป็นโครงการเหมืองฝายเพื่อกักน้ำอิงให้เป็นแหล่งน้ำการเกษตรให้กักลุ่ม อาชีพทำนาที่ทุ่งลอ
คือต้องบอกว่า บ้านเราการเดินทางถนนหนทางมันลำบาก ผมไปหาเสียงต้องขี่เกวียน ปั่นจักยาน สิ่งที่เราต้องทำเป็นอันดับแรกเลยหลังจากได้เป็น ส.ส. คือ ต้องสร้างทางเพราะมันเป็นตัวเชื่อมต่อเดินทาง กลายเป็นเส้นทางการค้าขายซึ่งสมัยก่อนมันสำคัญมาก ตอนนั้นผมก็ดึงหลายโครงการให้กับจังหวัดพะเยา อย่างเช่น เส้นทาง พะเยา – เชียงคำ, พะเยา – เชียงม่วน, พะเยา – เทิง ฯลฯ
อีกส่วนหนึ่งก็คงเป็น เรื่องน้ำ เพราะจังหวัดพะเยาเป็นเมืองเกษตร ประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา หลายคนต้องรอน้ำฝน การที่หมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่งมีเหมืองฝาย มันมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเขาจะได้มีแหล่งน้ำไว้ใช้ในการเกษตร เหมืองฝายก็กลายเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมพยายามสร้างในตอนนี้
โครงการที่ผมสร้างดูเหมือนล้าหลังนะ แต่พะเยาตอนที่แยกเป็นจังหวัดใหม่ๆ มันก็ล้าหลังจริงๆ
ศักยภาพของพะเยาเป็นอย่างไร
ถ้า มองไปในตอนเริ่มต้น ผมบอกตามตรงว่าไม่เห็นแววว่าจังหวัดพะเยาจะไปในทิศทางใดได้ มันไม่สามารถพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ได้เลย พะเยาในอดีตเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น คือ บ้านเราเมืองเรามันเป็นเมืองผ่าน เราต้องเข้าใจ มันไม่มีทางที่จะเจริญเหมือนเชียงราย เชียงใหม่ มันไม่มีโอกาสเจริญรวดเร็วแบบเมืองจีน การค้าการขายของคนพะเยาก็ไม่ได้รวมศูนย์อยู่ที่ อ.เมืองเหมือนจังหวัดอื่น
คือ ต้องยอมรับว่า ถ้าเป็นเรื่องเศรษฐกิจการค้าขาย จังหวัดพะเยายังเชื่อมต่อกับจังหวัดเชียงรายอย่างแนบแน่น พ่อค้าแม่ค้า ปัจจุบันยังสั่งซื้อของที่เชียงราย ลำปาง อ.เมืองก็เลยกลายเป็นเพียงเมืองผ่าน
แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรภูมิใจ คือ เมืองพะเยาเป็นเมืองที่สงบ ไม่ค่อยมีเรื่องราวใดใหญ่โต ผู้คนก็ทำมาหากินกันไป ซึ่งเขาก็อยู่กันได้อย่างมีความสุข ไม่ต้องเดือดร้อนอะไรมากมาย ผมว่าเท่านี้ก็น่าจะเพียงพอ คือถ้าจะเทียบเวลาในช่วง 31 ปีที่ผ่านมา พะเยาก็เป็นเหมือนละอ่อน ทำยังไงมันก็ไม่โต แต่การเป็นเด็กของเราเป็นเรื่องดี เพราะวัยเด็ก เป็นวันที่มีความสุขที่สุด
…………………
ทองคำ เขื่อนทา เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดคนที่ 5 ของจังหวัดพะเยา ท่านถือเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์ด้านการบริหารและพัฒนาเมืองพะเยา ซึ่งในโอกาสครบรอบ 31 ปีจังหวัดพะเยา ทองคำ เขื่อนทา จะได้มาบอกเล่าเรื่องราวการพัฒนาเมืองพะเยาในยุคแรก
หลังปลดเกษียณยังใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดพะเยา
ผม มีความผูกพันกับจังหวัดพะเยามานาน ตั้งแต่เริ่มรับราชการก็วนเวียนอยู่แถวจังหวัดพะเยา ซึ่งหลังจากที่พะเยาถูกยกฐานะเป็นจังหวัด ผมก็มีโอกาสเข้ามาทำงานเป็นปลัดจังหวัดพะเยาอยู่หลายปี จากนั้นก็ถูกย้ายไปเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลำปาง สุดท้ายก็ย้ายมารับราชการในตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยาในปี พ.ศ.2532 จนป่านนี้ผมอายุ 79 ปี หลังปลดเกษียณแล้ว ผมก็ยังอยู่ที่จังหวัดพะเยา
ตอน ที่ผมเป็นผู้ว่าฯ มีการปรับรูปแบบการทำงานกันหลายอย่าง เพราะสมัยก่อนรูปแบบการปกครองเป็นแบบรวมศูนย์ ไม่มีการประจายอำนาจเหมือนปัจจุบัน ความกระตือรือล้น ด้านการเมืองการปกครองของคนในท้องถิ่นจึงมีน้อย คนที่เข้ามาทำงานเป็นผู้ว่าฯก็ต้องเดินทางเข้าหาประชาชนเพื่อเอาปัญหาไป แก้ไข คือ ต้องมีการทำงานเชิงรุก
พะเยาในอดีตและปัจจุบันต่างกันอย่างไร
ความ แตกต่างอย่างแรกที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คงเป็นที่งบประมาณ เพราะสมัยก่อน องค์การบริหารส่วนจังหวัดได้งบประมารการบริหารที่น้อยมาก ปีงบประมาณหนึ่งได้งบฯแค่ 20 ล้านบาท ซึ่งก็ต้องมาแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ส่วนการบริหารและการพัฒนา แต่สมัยก่อนมันต่างกับปัจจุบันก็ตรงค่าครองชีพมันต่ำ น้ำมันราคาลิตรละไม่กี่บาท การทำไร่ทำงานยังมีการใช้ควายไถนากันอยู่
ถ้า เราพูดถึงเรื่องการพัฒนา พะเยามีการพัฒนาอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งการพัฒนามันก็มีหลายด้านถ้าเทียบกับปัจจุบัน ที่เห็นอย่างชัดเจนเลยคือ การพัฒนาของสื่อมวลชน สื่อถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการพัฒนาด้านความคิดของประชาชน ทำให้ประชาชนเกิดความกระตือรือล้น
สมัยก่อนเมืองพะเยามีทีวีไม่กี ช่อง ส่วนใหญ่ก็เป็นของภาครัฐ เป็นของตำรวจ ทหาร เนื้อหาสาระในการถ่ายทอดก็จะเป็นข่าวการประชาสัมพันธ์ ประชาชนก็เลยไม่ให้ความสนใจในข่าวสาร มัวแต่ไปดูละครกัน แต่ปัจจุบัน มันแตกต่าง การนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนมีหลายรูปแบบ ทั้งเชิงลึกเชิงกว้าง ช่องทางก็มีหลากหลาย ทั้งทีวี วิทยุ มีทั้งสื่อท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้ก็กลายเป็นตัวกระตุ้นให้ประชาชนหันมากระตือรือล้นกับเหตุบ้าน การเมือง บทบาทของภาคประชาชนในจังหวัดมันก็เลยมีมากขึ้นตามลำดับ
ความแตกต่างด้านปากท้องของประชาชน
ตอน ที่ผมเป็นผู้ว่าฯจังหวัดพะเยาจำได้ว่า ประเทศไทยมีประชากรอยู่ประมาณ 45 บ้านคน จังหวัดพะเยามีประชากรเพียงไม่กี่แสนคน เพราะเพิ่งแยกออกมาเป็นจังหวัดได้ไม่นาน สมัยก่อนพะเยาเป็นเมืองที่งดงามมาก ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพด้านเกษตรกรรม ทำนา ทำสวน เลี้ยงสัตว์ บ้านเมืองก็มีป่าอุดมสมบูรณ์มาก แต่ปัจจุบันบ้านเมืองมันเปลี่ยนไป สิ่งแรกที่เห็นชัดคือความหลากหลายด้านการประกอบอาชีพ รวมทั้งมีการถ่ายเทของจำนวนประชากร มีคนออกไปทำงานต่างจังหวัดมากขึ้น นี่เป็นเหตุผลว่าทำไม่ประชากรของจังหวัดพะเยาถึงลดลง เพราะว่าคนรุ่นใหม่ไม่นิยมทำงานเป็นชาวไร่ชาวนาเหมือนสมัยก่อน
ส่วน ผลิตภัณฑ์ของชุมชนก็มีการพัฒนาไปไกล เพราะปัจจุบันเรามีสินค้า โอทอป ซึ่งหากเปรียบเทียบกับสมัยก่อนถือเป็นเรื่องที่ดีมาก มันเป็นการส่งเสริมอาชีพในชุมชน แต่หากเราเอาสินค้าโอทอปของพะเยาไปเทียบกับจังหวัดใกล้เคียงยังถือว่าห่าง ชั้น ทั้งนี้เพราะสินค้าของพะเยายังขาดเอกลักษณ์ เมื่อเอาสินค้าโอทอปมาเทียบกันในแต่ละจังหวัด สินค้าของพะเยายังไม่มีความแตกต่างอย่างชัดเจนกับจังหวัดอื่น เผลอๆ คุณภาพยังด้อยกว่า ดังนั้นเราควรสร้างเอกลักษณ์ในตัวสินค้าพะเยาให้มากกว่านี้
พะเยาเป็นเมืองท่องเที่ยวได้นานเท่าใด
สมัย ก่อน ด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดพะเยาถือว่าด้อยมาก สถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดพะเยาซึ่งเป็นที่รู้จักมีอยู่ไม่กีแห่ง เช่น กว๊านพะเยา วัดพระเจ้าตนหลวง ดอยบุษราคัม ตอนนั้นยังจำได้ว่า การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเพิ่งมีการประชาสัมพันธ์ภูชี้ฟ้าเป็นช่วงแรกๆ ซึ่งจังหวัดพะเยาก็ได้ผลประโยชน์ไปด้วยเพราะมีพื้นที่เป็นเขตติดต่อ
พูด กันตามตรง จังหวัดพะเยาเป็นจังหวัดที่ปลุกยากมากเรื่องการท่องเที่ยว เพราะจังหวัดพะเยาเป็นเมืองผ่าน แต่ละพื้นที่การท่องเที่ยวไม่มีการกระจุกตัว คือลองคิดในแง่ความสะดวกสบายของนักท่องเที่ยว เวลาที่เราเข้ามาเที่ยวจังหวัดหนึ่ง เราก็อยากมาเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวหลายที่ โดยไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางมากนัก วันเดียวสามารถท่องเที่ยวไปได้หลายๆสถานที่ แต่จังหวัดพะเยาสถานที่ท่องเที่ยวมันไม่มีการกระจุดตัว การท่องเที่ยวจึงมีการเติบโตอย่างช้าๆ ไม่สามารถเทียบชั้นกับจังหวัดอื่น อย่าง เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน
อนาคตเมืองพะเยาควรเป็นอย่างไร
การ จัดให้จังหวัดพะเยาเป็นเมืองน่าอยู่ ถือว่า มีความเหมาะสมมากที่สุดแล้ว เราต้องพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้ดี เพราะบ้านเราพื้นฐานไม่ใช่การท่องเที่ยว ไม่ใช่เมืองอุตสาหกรรม เพราะเมืองอุตสาหกรรมต้องมีน้ำเป็นจำนวนมาก ซึ่งแม้ว่าพะเยาจะมีน้ำอิง มีกว๊านพะเยา แต่การเป็นเมืองอุตสาหกรรต้องมีน้ำในจำนวนมาก หากเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กก็คงได้ แต่ปัจจุบันพะเยาก็มีปัญหาเรื่องน้ำ
น้ำ ในกว๊านพะเยาเริ่มมีสารพิษ สารเคมีมากขึ้น มันก็เกิดเป็นปัญหาเรื่องสุขภาพของคนเมืองพะเยาตามมา เพราะ แหล่งน้ำที่มาทำประปา น้ำก็มาจากกว๊านพะเยา เราคงต้องมาทบทวนเรื่องบทเรียนการพัฒนากว๊านพะเยากันใหม่ หากต้องการรักษาสภาพน้ำในกว๊านพะเยาไว้
31 ปีจังหวัดพะเยาเติบโตมาถึงไหน
ถ้า เปรียบเทียบการพัฒนาจังหวัดพะเยาเป็นคน ในช่วง 31 ปีที่ผ่านมา จังหวัดพะเยาถือว่ายังเรียนไม่จบ ม.3 ยังถือว่าอยู่ในช่วงวัยรุ่น เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา พะเยามีการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจากนี้หากต้องการพัฒนาจังหวัดพะเยาให้เป็นรูปธรรมมากกว่านี้ เราต้องมีความชัดเจน บอกไปเลยว่าเราเป็นเมืองน่าอยู่ ทำทุกอย่างให้เป็นเมืองน่าอยู่ เมืองอุตสาหกรรม เมืองท่องเที่ยวไม่ต้องไปคิด มุ่งหน้าไปที่การพัฒนาคนให้ถึงที่สุด ดึงจุดเด่นที่เรามีอย่าง ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ทำให้มันดีขึ้น ส่วนข้อด้อยอย่างเรื่องความร่วมมือภาคประชาชน หรือความร่วมมือจากนักธุรกิจก็ค่อยๆพัฒนากันไป
ตีพิมพ์ในพะเยารัฐฉบับที่ 35 กันยายน 2551
14 มกราคม 2553 เวลา 09.30 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินโดยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง ของตำรวจตระเวนชายแดน มาปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ยังจังหวัดพะเยา โอกาสนี้ ทรงเป็นประธานในพิธียกช่อฟ้าพระวิหารหลวงวัดศรีโคมคำ อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา
Posted On: มกราคม 17, 2010เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2552 สถาบันพระปกเกล้า นำโดย ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ ที่ปรึกษาฯสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา พร้อมคณะ เดินทางแวะมาเยี่ยมเยือนและสนทนาแลกเปลี่ยนเรื่องการจัดเวทีสนทนาท้องถิ่นใน ประเด็นต่างๆ กับสถาบันปวงผญาพยาว พระครูศรีวรพินิจ ผอ.วิทยาลัยสงฆ์ มจร.พะเยา และคณะทำงานสถาบันปวงฯ ตัวแทนภาคประชาชนร่วมสนทนา
“…ควรพิจารณาวางโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก และฝายทดน้ำตามลำน้ำสาขาของแม่ลาว เพื่อจัดหาน้ำให้ราษฎรหมู่บ้านต่างๆ ในเขตอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา เพราะสามารถทำการเพาะปลูกได้ทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง และมีน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคตลอดปีด้วย…”
เรื่องที่เล่ามาล้วนท้าทายพวกเรา ว่าจะจัดการกับอนาคตของจังหวัดพะเยาอย่างไร เพราะทุกอย่างล้วนส่งผลกระทบและสร้างปัญหาให้กับท้องถิ่นเราทั้งสิ้น ซึ่งพวกเราต้องคิดเสมอนะว่า วิกฤตนี้เป็นอนิจจังของโลก แต่เราจะ “ฟื้น” อย่างไรให้เร็ว
เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2552 ณ ห้องประชุมธรรมวิมลโมลี 1 มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย อ.เมืองพะเยา สถาบันปวงผญาพยาว ได้จัดพูดคุยเพื่อหาแนวทางในการกำหนดบทบาทของสถาบันฯ โดยเรียนเชิญที่ปรึกษา ผู้ร่วมก่อตั้ง อาสาสมัคร มาร่วมแสดงความคิดเห็น พอประมวลสาระสำคัญ ได้ดังนี้
ข่าวคนใส่เสื้อสัญลักษณ์สี “เหลือง” และ “แดง” นั่งพูดคุยกัน “แบบคนท้องถิ่น” ในร้านกาแฟแห่งหนึ่งที่จังหวัดพะเยา เพื่อสร้างเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ชีวิตผู้ที่เคยเข้าร่วมกิจกรรมเคลื่อนไหว ทางการเมือง ถูกนำเสนอไปอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ ท่ามกลางเสียงชื่นชมและคำถามที่ชวนสงสัยติดตามมาอีกมากมาย
(ร่าง) เวทีท้องถิ่นสนทนา ครั้งที่ 3 /2552
โดย สถาบันปวงผญาพยาว
เรื่อง แลกเปลี่ยนประสบการณ์กิจกรรมทางการเมืองภาคประชาชน จังหวัดพะเยา