พื้นที่ทางสังคมของภาคพลเมือง

สถาบันปวงผญาพยาว Institute of Phayao Learning and Local Wisdom

ชื่อภาษาอังกฤษ                 

Institute of Phayao Learning and Local Wisdom

โลโก้

 

ความหมาย               

 

ความเป็นมา

จังหวัดพะเยา มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมยาวนาน  ปรากฏหลักฐานด้านโบราณคดีและเอกสารบันทึกมากมาย  โดยเฉพาะจากการศึกษาค้นคว้าและรวบรวมอย่างต่อเนื่องของ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง ธมฺมปญฺโญ) วัดศรีโคมคำ  ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองและมั่งคั่งของเมืองพะเยาอย่างชัดแจ้ง 

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง ธมฺมปญฺโญ) วัดศรีโคมคำ ถือเป็นปราชญ์ท้องถิ่นต้นแบบของเมืองพะเยา ที่ทำงานด้านการศึกษาข้อมูลท้องถิ่น  มีผลงานเขียน  บันทึก รวบรวมหลักฐานไว้อย่างเป็นระบบและมากที่สุด  ดังจะเห็นได้จากการจัดพิมพ์หนังสือเป็นเล่ม และจัดสร้างหอวัฒนธรรมนิทัศน์  ก่อคุณค่าและยังประโยชน์อเนกอนันต์ต่อคนรุ่นหลังได้เชื่อมต่อรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของตนเองอย่างเข้าใจ  และมีจิตสำนึกในการอนุรักษ์และพัฒนาท้องถิ่นเป็นอย่างมาก 

อย่างไรก็ตามการรวบรวมข้อมูลและองค์ความรู้ท้องถิ่นของจังหวัดพะเยา  ยังมีความจำเป็นที่จะต้องรวบรวม  ศึกษา ค้นคว้า และวิจัย ให้มีความต่อเนื่องและสามารถนำมาปรับใช้กับการพัฒนาท้องถิ่นต่อไป ที่ผ่านมายังไม่มีบุคคล  สถาบันการศึกษา หน่วยงาน หรือองค์กรใด  ทำหน้าที่ในด้านในอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังค้นพบว่ามีงานวิจัย เอกสารความรู้ ท้องถิ่น ข้อมูล  ภาพถ่าย  ภาพเคลื่อนไหว เสียง อีกจำนวนมากที่ผลิตจากบุคคลภายนอก แต่ยังไม่มีการเก็บรวบรวมไว้เป็นเป็นระบบ

ด้วยเหตุนี้ ตัวแทนนักวิชาการ  นักพัฒนา  นักธุรกิจ สื่อมวลชน  คณะสงฆ์และศิษยานุศิษย์  จึงปรึกษาหารือกันว่าทำอย่างไรจะสามารถต่อยอดความคิด และงานของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง ธมฺมปญฺโญ) วัดศรีโคมคำ ในด้านที่เกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูล การศึกษา  ค้นคว้า และวิจัยองค์ความรู้ท้องถิ่นของจังหวัดพะเยาให้เกิดขึ้นและมีความต่อเนื่อง พร้อมทั้งเผยแพร่องค์ความรู้ และนำไปใช้ประโยชน์ด้านการพัฒนาท้องถิ่นต่อไป

ในโอกาสที่พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง ธมฺมปญฺโญ) วัดศรีโคมคำ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะรองสมเด็จพระราชาคณะชั้นหิรัญบัฎ และดุษฎีบัณฑิตจากสถาบันการศึกษาหลายแห่ง และเพื่อเป็นการสืบทอด แนวคิด แนวทางในการสร้างองค์ความรู้แก่ท้องถิ่น ทางคณะผู้ประสานงานเบื้องต้น จึงได้ตั้ง “สถาบันปวงผญาพยาว” ขึ้น

เป้าหมาย

เก็บรวบรวมข้อมูล ศึกษา ค้นคว้าและวิจัยองค์ความรู้ท้องถิ่น เผยแพร่ สื่อสารองค์ความรู้ท้องถิ่นสู่สาธารณะ และนำองค์ความรู้นำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างการเรียนรู้ และพัฒนาท้องถิ่นพะเยาและลุ่มน้ำอิง-โขง

ยุทธศาสตร์การทำงาน

 

แผนการดำเนินงาน

 

แนวทางการทำงาน

คณะผู้ก่อตั้ง

บทสนทนาเล็กๆ ที่มีความหมายระหว่าง เหลือง – แดง พะเยา

เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 6 ตุลาคม 2552 ผู้ประสานงานสถาบันปวงผญาผยาว จ.พะเยา โดย นายชัยวัฒน์ จันธิมา นายมนตรา พงษ์นิล นางสาวสหัทยา วิเศษ และ ดร.ภัทรา บุรารักษ์ พร้อมทั้งผู้ประสานงานซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มคนเสื้อแดงและเสื้อเหลืองร่วมพูดคุย จำนวน 5 คน ประกอบด้วย นายศิริวัฒน์ จุปะมัดถา นายชยกร สุริยวงศ์ นายชุมพล ลีลานนท์ นายวิทยา พันธุ์ปัญญา และ นายบรรเลง เอื้อรักสกุล ณ ร้านกาแฟนอบูริงการ์

เหลือง-แดง คือ สัญลักษณ์ทางการเมือง ผ่านสีเสื้อของกลุ่มประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมือง บทสนทนาเล็กๆ นี้ทางสถาบันปวงผญาพยาวและหนังสือพิมพ์พะเยารัฐ เห็นว่า มีประโยชน์ต่อสาธารณชนทุกคนทุกท่านที่อยู่ในสังคมไทย จึงอยากนำมาเผยแพร่ ส่วนผู้อ่านจะมีความคิดความเห็นเป็นอย่างอื่นอย่างใด ทางเราถือเป็นสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์กันต่อไป

อนึ่งการสนทนานี้เกิดจขึ้นจากความต้องการอยากพบปะกันระหว่างคนเสื้อเหลือง แดง สถาบันปวงฯเป็นเพียงผู้เปิดพื้นที่เท่านั้น

……………………

ชัยวัฒน์ จันธิมา : อยากให้ช่วยแนะนำตัวเอง

ชุมพล ลีลานนท์ : ชื่อเล่นชื่ออุ้ย เป็นคนกรุงเทพฯ มาอยู่พะเยากว่า 13 ปีแล้ว ไม่ค่อยมีบทบาทอะไร เป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยสังคมกับใคร ไม่ขอบกินเหล้าเมายา ชอบกินข้าวอยู่กับบ้าน ที่มาพันธมิตร ก็ถือเป็นเรื่องรักใครรักมัน ตอนนี้ก็พูดคุยกันเรื่องการเมืองใหม่ ช่วงนี้อยู่ระหว่างกระบวนการหาหัวหน้าพรรคและกรรมการพรรค ต่อจากนนี้ไปพันธมิตรจะมีอยู่ 2 กลุ่มคือ ภาคการเมืองและภาคประชาชน แต่ทั้ง 2 กลุ่ม ก็มาจากกลุ่มเดียวคือ ประชาชน แต่ทั้งสองกลุ่มก็จะมีระเบียบของตัวเองแยกกันทำหน้าที่ ต่างกลุ่มต่างมีกรอบ คือ ใครชอบอุดมการณ์ของกลุ่มไหนก็เข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มนี้

ศิริวัฒน์ จุปะมัดถา : เดิมเป็นคนมหาสารคาม แล้วทำงานอยู่กรุงเทพ ได้แฟนเป็นคนพะเยา มาอยู่พะเยาก็มาค้าขาย เคยอยู่กลุ่มคุณสาธิต วงหนองเตย สมศักดิ์ ดกไสยสุข ศิริชัย ไม้งาม ตั้งกลุ่มสมัชชาภาคแรงงานขึ้น แล้วก็ยุติงานลงหลังวันที่ 19 กันยายน จริงๆแล้วมาอยู่พะเยานานไม่เคยมาเคลื่อนไหวทางการเมือง เราเป็นคนต่างถิ่น ประเพณีในท้องถิ่นบางอย่างเรายังไม่เข้าใจ แต่หลายเรื่องที่มาเคลื่อนไหว ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับมุมมองและสิทธิของประชาชน ผมเองก็มีประสบการณ์ชีวิตมาก็เรียกว่ามาก ไม่ใช่คนหลบหนีปัญหา เราต้องออกมาควบคุมกันและกัน ถ้าเราเดินไปตลาดแล้วเจอคุณจุมพลผมก็ไม่รู้จักนะ ถ้าไม่มาเห็นวันนี้

ชัยวัฒน์ จันธิมา : ออกมาชุมนุมการเมืองมีผลกระทบอะไรบ้าง และอยากเห็นทางข้างหน้าเป็นอย่างไร

ศิริวัฒน์ จุปะมัดถา: การออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง มันเป็นแรงเคลื่อนที่อยากเห็นความเป็นธรรม แต่ที่สุดแล้ว เราต้องเสียสละ เราไม่สามารถกำหนดได้ว่ากลุ่มเราทั้งหมดเป็นคนดี แต่เนื้อแท้แล้ว เราต้องมาพูดคุยถึงปรากฏการณ์มากกว่า ถ้าเพื่อนเราไม่เข้าใจ เราไม่คุยกันเลยดีกว่า แต่ถ้าเขาเปิดใจกว้าง เราต้องเปิดใจคุยกันเลย

ชุมพล ลีลานนท์ : วันนี้ที่อยากคุย คือ เข้ามารู้ถึงบทบาทในการขับเคลื่อนของกลุ่มทั้งของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ถ้าวันหน้าเสื้อแดงทำกิจกรรม จัดเวที มีอะไรให้เราช่วย หรือ อำนวยความสะดวกก็สามารถบอกกล่าวกันได้ เราจะไปช่วย ไม่คัดค้านและก็ไม่ต่อต้าน ต่างฝ่ายเคารพสิทธิกันและกัน

ตอนนี้ทุกฝ่ายกำลังเพ่งเล็งความเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่ ถ้าพี่ศิริวัฒน์ กับผม เสื้อเหลืองกับเสื้อแดง คุยกันเหมือนพี่เหมือนน้อง ผมว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี และเวทีนี้ อาจจะเป็นเวทีแรกของเมืองไทยและ จะเป็นเวทีตัวอย่างของอีกหลายเวทีในบ้านเรา ทุกวันนี้ในบ้านแต่ละบ้านก็มีปัญหาเกิดขึ้นนะ สามีเป็นสีเหลือง ภรรยาเป็นสีแดง พ่อตาเป็นสีน้ำเงิน ลูกสีส้มอย่างนี้ กินข้าวก็มองหน้ากันไป บางครั้งกินก่อนกินหลังก็มี ไม่มีความสุขเลย

ผมคิดว่า การพูดคุยกัน ในเวทีระหว่างเสื้อเหลือง กับแดง มันต้องมีกรอบ เพราะเราคนไทยเหมือนกัน ถ้าผมเป็นไทย แล้วพี่ศิริวัฒน์ เป็นพม่า ก็ว่ากันไป คงไม่ต้องมาคุยกันแล้ว ทุกคนมีความคิด มีสิทธิจะทำได้ อยู่ใต้กฎหมาย ถ้าเราไม่เคารพกฎหมาย บ้านเมืองก็ยุ่ง แม้จะมีกลุ่มเสื้อแดง เหลือง น้ำเงิน แม้อนาคตจะมีเสื้อชมพูขึ้นมาด้วย ก็ไม่ว่า แต่ก็ต้องใช้สิทธิของตัวเองภายใต้กฎหมาย ต่างฝ่ายก็ต่างขับเคลื่อน ในอนาคตข้างหน้า เราอาจจะมารวมกันก็ได้ เพราะสถานการณ์การเมืองมันเกิดขึ้นได้หมด สังคมไทยมันเป็นอย่างนี้

ศิริวัฒน์ จุปะมัดถา : ผมเข้าใจว่าที่คุณชุมพลพูดมันเกิดขึ้นจริง ครั้งก่อนที่ศูนย์พัฒนาแรงงาน ผมก็ไม่ได้ไปคัดค้าน เมื่อตั้งพรรคการเมืองก็เป็นสิทธิ แต่วันนั้นมีมวลชนอยู่มาก ผมไม่สามารถควบคุมได้หมด ถ้าเรานำเราก็จะห้ามปรามชี้แจงเหตุผลได้ อย่างน้อย ก็สามารถช่วยเหลือกันได้

ชุมพล ลีลานนท์ : ผมว่าเรื่องเก่าเราไม่ต้องไปรื้อตะเข็บดีว่าครับ มันผ่านกันไปแล้ว อันนั้นคือกิจกรรม (ยิ้ม)

ศิริวัฒน์ จุปะมัดถา : ผมว่าถ้าใครทำไม่ถูกผมก็ไม่เห็นด้วย จะสีอะไรก็ตาม บางครั้งคนเสื้อแดงไปปิดถนนก่อกวน ผมบอกทุกครั้งว่าผมไม่ไป เพราะสร้างความเดือดร้อนให้คนพะเยา ไม่มีประโยชน์ เราเสนอเหตุผลได้ใหม ผมพูดตลอด

ชัยวัฒน์ จันธิมา : นอกจากงานชุมนุมทางการเมืองแล้ว มีกิจกรรมอะไรอีกบ้าง

ศิริวัฒน์ จุปะมัดถา : มีการทำกิจกรรม พูดคุย พบปะสังสรรค์กัน เรื่องทำมาหากินบางครั้งก็ไปด้วยกัน มีด้วยที่จับกลุ่มกันไปเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง เพื่อที่จะเอาสิ่งที่ไปดูมาบริหารจัดการกลุ่ม เพื่อให้กลุ่มเราพึ่งตนเองได้ ไม่เฉพาะเรื่องการเมือง

ชุมพล ลีลานนท์ : ครั้งต่อไปถ้ามีอะไรดีๆก็มาบอกกันบ้างนะ

ภัทรา บุรารักษ์ : คิดอย่างไรถึงอยากมาคุยกัน?

ศิริวัฒน์ จุปะมัดถา : ผมว่าเกิดขึ้นได้แน่ ขนาดสงครามรบกันแทบตายยังมีการเจรจากันได้เลย ฉะนั้น ก่อนที่ทุอย่างจะบานปลายกัน เราต้องมาคุยกัน อะไรรับได้ ไม่ได้ มาหาเหตุผลกัน

ชยกร สุริยวงศ์ : คืออยากจะให้มีการวางแนวทาง มีคนกลาง ชวนใครบ้าง คนตั้งโจทย์สำคัญที่สุด

วิทยา พันธุ์ปัญญา: ที่ผ่านมาเรารับข้อมูลกันคนละอย่าง ความจริงกันคนละอย่าง ในอนาคตอาจเกิดเหตุอะไรร้ายแรงกับประเทศขึ้นอีก ก็ต้องมาคุยกัน อาจจะคุยกันถึงเรื่องอนาคตด้วย โดยเฉพาะสื่อต่อไปต้องเสนอความจริงให้มากที่สุด

ชุมพล ลีลานนท์ : ในอนาคตสถานการณ์บ้านเมืองข้างหน้า เราอาจจะถูกบีบให้เดินบนเส้นทางเดียวกันก็ได้ ตอนนี้เราจึงไม่ควรแบ่งเส้นของใครของมัน

ชัยวัฒน์ จันธิมา : ในเวทีพูดคุยที่จะเกิดขึ้น ผมไม่อยากเป็นคนตั้งประเด็น อยากให้ทุกคนร่วมกันกำหนดว่าเราจะทำอย่างไรด้วย

ชุมพล ลีลานนท์ : คือเราต้องลดความขัดแย้งลง ที่ผ่านมาเสื้อเหลืองถ้าทำอะไรผิดพลาดไป ก็ต้องขอโทษด้วย

ศิริวัฒน์ จุปะมัดถา : เช่นกัน เสื้อแดงทำอะไรไม่ดี ก็ต้องขอโทษ ขอโทษด้วยใจจริง

ชุมพล ลีลานนท์ : สำหรับตอนนี้เราจะทำอย่างไร อย่างที่บอกอนาคตเราไม่รู้การเมืองจะเป็นอย่างไร คือ ถ้าเกิดทางคุณศิริวัฒน์ เปิดใจ เคารพสิทธิกัน แล้วมองไปทางเดียวกันว่าที่เราจะเปิดเวทีนั้น วัตถุประสงค์เพื่ออะไร ถ้าเรายอมรับได้ทั้งสองคน เราก็จับมือกัน เพื่อความปรองดองและสามัคคี

ชัยวัฒน์ จันธิมา : เราเห็นจุดร่วม เราก็จะไปกันได้

ชุมพล ลีลานนท์ : สำหรับการจัดเวที เราต้องมีการแยกแยะ ว่าอะไรบทบาททางการเมือง อะไรเป็นบทบาทของคนท้องถิ่น เพราะอีกหน่อยสีเหลืองกับสีแดงต้องมาพูดกันอีก เช่น กิจกรรมทางสังคมที่ต้องการมวลชน เราสามารถทิ้งเสื้อเหลือง แดงไว้ที่บ้าน แล้วมาขับเคลื่อนชุมชน ถ้าเป็นอย่างนั้นลูกหลานเรานั่นหละแย่มาก เราจะยอมเสียกรุงครั้งที่สองอีกหรือไม่

ดังนั้น เป้าหมายหลัก คือ ชาติ กษัตริย์และ ศาสนาพุทธ และ การอยู่ร่วมในสังคม 4 ประเด็นนี้เราต้องเห็นร่วมกันนะ ส่วนอุดมการณ์ทางการเมือง ก็ดำเนินของแต่ละคนไป ใครจะมีนโยบายกี่ข้อ ก็ให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน ถ้าเราไม่แยกแยะ ยังแบ่งกันอยู่คุยกันอีก 7วันหรือ ปีหนึ่งก็ไม่จบ ดังนั้น ต้องตั้งโจทย์ รูปแบบกันอย่างรอบคอบ แต่วันนี้ต้องบอกเลยว่า เสื้อเหลือง เสื้อแดงพะเยายอมรับที่จะมีการพูดคุยกัน

ศิริวัฒน์ จุปะมัดถา : คนเราถ้ามีความผูกพันทางใจแล้ว ถึงมีอะไรผิดพลาด ก็จะไม่นำมาขยายให้เกิดความขัดแย้ง แต่ถ้าไม่มีความผูกพันทางใจ เรื่องเล็กก็จะขยายให้เกิดความไม่เข้าใจ อย่างพูดวันนี้ถ้าเก็บไปคิดมาก เก็บไปเป็นประเด็นทางการเมือง เวทีก็อาจจะไม่เกิดเลย ถ้าเราไม่ได้พูดคุย กินข้าว หรือรู้จักกันเป็นส่วนตัวมากขึ้นตรงนี้จะเกิดปัญหา เรื่องความผูกพันทางใจจึงต้องสร้างให้เกิดขึ้นมาก

ชัยวัฒน์ จันธิมา : ผมว่าเป็นเรื่องที่พวกเราต้องมาเรียนรู้ร่วมกันทางสังคม ถ้าเราพร้อมเรียนรู้ แม้จะไม่รู้จักหน้า ไม่แน่ อนาคตคุณศิริวัฒน์กับคุณชุมพล อาจสนิทกันก็ได้ อาจสอบถามข้อมูลทางสังคมกัน ผมก็ต้องเรียนรู้ทุกคนตรงนี้ด้วยเหมือนกัน หรือคนอื่นจะมาเรียนรู้กับเรา เราก็ต้องการให้เขาเข้ามา จากความเข้าใจเบื้องต้นตรงนี้ ผมถือว่าเป็นจุดหนึ่งที่น่ายินดี

ชุมพล ลีลานนท์ : ถ้ามีคำถามที่นอกเหนือประเด็น แล้วมันเป็นลบ ผมจะไม่ตอบ ถ้าเป็นบวกผมจะตอบ เราไม่สามารถห้ามคำถามได้ แต่เราต้องไม่สร้างเรื่องราวให้เกิดเชื้อเพลิง อย่าลืมนะครับ ถ้าเราคุยกันมาเป็นสิบเรื่อง แล้วเจอการจุดประเด็นจากคนถาม หรือผู้เข้าร่วมเพียงคนเดียว อาจทำให้ตกม้าตายกันเลย ถ้าวันนั้นผมไม่ตอบแต่คุณศิริวัฒน์ตอบ การคุยกันในวันนี้อาจจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ต้องมีการแยกแยะ เข้าใจว่าอะไรคือบทบาททางการเมือง บทบาทของพี่น้องของคนพะเยา ใจต้องกว้างรับความคิดเห็นด้วย

ชัยวัฒน์ จันธิมา : เวทีที่จะเกิดขึ้น เป็นเวทีที่ให้แต่ละคนระบาย ทุกคนพูดออกมา ไม่ใช่เวทีถาม-ตอบ ทุกคนจะรับฟัง ไม่มีใครตั้งคำถาม แต่เรายินดีจะรับฟัง

ชุมพล ลีลานนท์ : ผมเชื่อว่าเวทีนี้ ถ้าเกิดขึ้นได้ จะเป็นประวัติศาสตร์เลย และจะเป็นเวทีของคนทั้งประเทศ โดยเวทีที่จะเกิดขึ้นอยากให้เป็นตัวแทนของเสื้อเหลืองและเสื้อแดงพะเยาเป็นเวทีแรก ที่จะเปิดใจคุยกัน ใช้กลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดงไปเลย เพื่อให้เกิดความชัดเจน วันนี้ถือเป็นวันดีที่เราได้มาพูดคุยกันและจะร่วมกันทำอะไรต่อไปเพื่อเมืองพะเยา

ศิริวัฒน์ จุปะมัดถา : วันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้น เพราะก่อนเป็นเห็ดต้องมีสปอร์อยู่แล้ว อย่างที่กล่าวๆไว้ ถ้าเรามีความผูกพันทางใจแล้ว ผิดพลาดอะไรก็จะไม่ว่ากัน วันนี้เสื้อแดงพะเยาก็เคลื่อนยากเหมือนกัน เพราะคนในกลุ่มเราบางครั้งเราก็ไม่เข้าใจ เชื่อว่ากลุ่มเสื้อเหลืองก็เจอเหมือนกัน

สำหรับบทสรุปของเวทีในวันนี้ สถาบันปวงผญาพยาว รวมถึงแกนนำกลุ่มเสื้อเหลือง เสื้อแดงจะกลับไปกำหนดรูปแบบเวที เนื้อหาที่จะพูดคุยกันอีกครั้ง โดยทั้งสองกลุ่มจะไปหารือกลุ่มย่อยอีกรอบ จากนั้นมาหาบทสรุปกันในวันที่ 19 ตุลาคม 52 สำหรับสถานที่และเวลา จะนำมาบอกกล่าวกันเร็วๆ นี้

คุยแบบเพื่อนกับ ศิริวัฒน์ จุปะมัดถา แกนนำเสื้อแดงพะเยา

 

ผมเดินทางไปถึงบ้านของ “ศิริวัฒน์  จุปะมัดถา”   แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง (นปช.พะเยา)คนสำคัญ  ในเวลาก่อนเที่ยงของวันหนึ่งที่แดดร้อนจัด   แม่บ้านคู่ใจของเขาเดินออกมาตอนรับพร้อมขวดน้ำเย็น

“นั่งก่อนๆ ดื่มน้ำดื่มท่าก่อนนะ” มุกดา อดีตสาวโรงงานนักสู้คู่ชีวิตของศิริวัฒน์ยื่นแก้วน้ำใสต้อนรับ

ส่วนศิริวัฒน์ เพิ่งเดินเข้าบ้าน  วันนี้เขาออกไปทำธุรกิจส่วนตัวตั้งแต่เช้าที่อำเภอแม่ใจ ในฐานะตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยเม็ดชีวภาพ  ซึ่งเขายึดเป็นอาชีพหลักมากว่า 3-4 ปีแล้ว

“เป็นไงบ้างพี่” ผมเอ่ยทักทาย

“ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ  ปกติช่วงนี้ทุกปีขายได้กว่า 3-4,000 กระสอบ ปีนี้เพิ่งสั่งเข้ามา 200 เอง  ฝนมันไม่ตก  คนบ้านเราเค้าก็ยังไม่กล้าสั่งปุ๋ย” ศิริวัฒน์  ยิ้มเปื้อนเหงื่อ  ก่อนจะหิ้วขนุนผลโตลงจากระบะหลังรถ

“มวลชนเสื้อแดงเขาฝากมาให้”

นี่อาจจะเป็นกำลังใจยามยากที่เขาได้รับจากการต่อสู้ในช่วงที่ผ่านมา  แม้ทุกวันนี้เขายังจะถูกจับตาจากฝ่ายรัฐบาลและคุกคามจากเจ้าหน้าที่ทหารในทุกระยะฝีก้าวก็ตาม

“ทั้งสายตำรวจและทหาร เขาก็เข้ามาสอบถามข้อมูล และบางคนก็แอบมาด้อมๆมองๆดูพฤติกรรมของเรายามค่ำคืนบ้าง” ศรีภรรยาของเขาบอกผมตรงๆ

“ผมโชคดีที่มีภรรยาที่เข้าใจ  เราเป็นคนงานโรงงานทอผ้ามาด้วยกัน เคยประสบปัญหาโรงงานปิดด้วยกัน  เคยเคลื่อนไหวต่อสู้ในขบวนแรงงานด้วยกัน ผ่านเรื่องราวเลวร้ายต่างๆมาพอสมควร เมื่อวันนี้ผมออกไปต่อสู้  เธอต้องแบกภาระดูแลลูก 2 คน เราแบ่งหน้าที่กันทำนะ” ศิริวัฒน์เล่าชีวิตครอบครัวให้ฟัง

ศิริวัฒน์เป็นหนุ่มอีสาน จากจังหวัดมหาสารคาม ขณะที่มุกดาเป็นสาวเหนือเมืองพะเยา บ้านต๊ำน้ำล้อม ทั้งสองเคยเข้าร่วมขบวนการต่อสู้ภาคแรงงานในหลายปีที่กรุงเทพฯ และที่สุดก็ตัดสินใจเลือกมาตั้งครอบครัวที่พะเยา และใช้ชีวิตเป็นชาวนาบนที่ดิน 2-3 ไร่ที่เป็นมรดก  และมีรายได้จากการค้าขายปุ๋ยจากโรงงานของเพื่อนที่โคราช

……….

“กินข้าวตอนก่อน ค่อยคุยการเมือง” แม่บ้านเปรยบ่น

น้ำพริกผักนึ่ง แกงหน่อไม้ และส้มตำ ถูกนำมาวางเป็นอาหารเที่ยง  และบทสนทนาต่อไปนี้  น่าจะทำให้เรารู้จักด้านในของชีวิตและความคิดของนักสู้เสื้อแดงบ้านนอก อย่าง“ศิริวัฒน์ จุปะมัดถา”ไม่มากก็น้อย

ต่างคนต่างแยกย้าย  ต่างคนต่างรักษาเอาตัวรอด  บางคนก็ถูกติดตาม ถูกคุกคามหลายรูปแบบ  ต้องพยายามเก็บตัวเงียบๆ ไม่มีโอกาสที่จะมาเคลื่อนไหวหรือทบทวนอะไร แต่ก็มีการติดต่อเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารกันอยู่

คิดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าถ้าสู้กับทหาร สู้กับอาวุธแล้วต้องแพ้ และต้องยอมรับว่ามันเป็นความพ่ายแพ้ที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ หลายด้าน  สำคัญ คือ มวลชนของเราที่เข้ามาร่วมนั้นมีหลายระดับ  และเราไม่สามารถจัดตั้งได้ในเวลาอันน้อยนิดนี้ได้

การเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคพลเมืองในรูปแบบการชุมนุม ประการแรก คือ ต้องให้ความรู้ความเข้าใจแก่มวลชนว่าสิ่งที่เราต่อสู้นี้มันจะนำไปสู่อะไร ต้องให้มวลชนรู้ที่มาที่ไป สอง มันมีโครงสร้างอำนาจ หรือกฏหมายอะไรที่จะส่งผลกระทบต่อมวลชนบ้าง มวลชนจะได้วิเคราะห์ประเด็นปัญหาต่างๆ   แยกแยะให้ปรุโปร่งได้ด้วยตัวเขาเอง ไม่เช่นนั้นมันจะเป็นภาระของขบวนในภายหลัง  ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะหากมวลชนไม่ได้รับการจัดตั้งในสิ่งที่ถูกต้อง  ไม่มีรูปแบบการต่อสู้ที่ชัดเจน  ก็ควบคุมไม่ได้  เพราะมันมีการสร้างสถานการณ์  มีการแทรกแซง  จากทั้งภายในและภายนอกตลอด

สถานการณ์ต่างๆ มันนำพาเราไปทั้งนั้น บางทีก็เกิดจากแกนนำ บางทีก็มีการแทรกซึมโดยฝ่ายตรงข้าม  ฝ่ายทหาร ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายการเมืองต่างๆ รวมถึงเรื่องข้อมูลข่าวสาร  ข่าวลือ  หากแกนนำและมวลชนที่เข้าร่วมไม่อาจจะควบคุมอารมณ์ตนเองได้ก็จะทำให้ขบวนทั้งหมดแตกแยกทางความคิดได้  ถึงวันนี้ผมบอกได้เลยว่า มีแกนนำและมวลชนบางคนก้าวหน้าไปไกลกว่าเรามาก

ต้องรบ  ต้องใช้อาวุธ เท่านั้น  ปราณีปรานอมไม่ได้

แกนนำเสื้อแดงหลายคนมาเพราะประโยชน์ทางการเมือง  อันนี้ยอมรับว่ามีอยู่จริง แต่มวลชนเขาก็ฉลาดที่จะเรียนรู้  เขาดูออกว่าใครเป็นตัวจริงไม่จริงอย่างไร  ถ้าจริงเขาจะตามแกนนำคนนั้นไป  แต่แกนนำบางคนมีเงินไป  ไม่มีเงินไม่ไป เขาจะไม่ตามไปแน่นอน

น่าจะ 3 ระดับ คือ หนึ่ง เข้าใจที่มาที่ไป  สอง ครึ่งๆกลางๆ รู้บ้างไม่รู้บ้าง  สาม มีใจรักความเป็นธรรม ในส่วนของจังหวัดพะเยาส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับแรก

กลุ่มแรกได้รับการจัดตั้ง  ได้รับความรู้เป็นขั้นตอน มีผมเป็นผู้ประสานงานร่วมกับคุณโยและเพื่อนอีกหลายคน โดยผ่านเพื่อนที่เคยทำงานด้านขบวนแรงงานที่กรุงเทพฯมาด้วยกัน  กลุ่มที่สองเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ  จากการได้ดูทีวีดาวเทียม ดูสามเกลอ  กลุ่มที่สามมาจากฝ่ายการเมืองในพื้นที่  ซึ่งทั้งหมดจะไปเชื่อมต่อกับเครือข่ายภาคเหนือและระดับประเทศ

อันดับแรกน่าจะเป็นเพราะ หนึ่ง เขาไม่ชอบระบบเผด็จการทหาร  กลุ่มคนกลุ่มนี้เริ่มจากการรวมตัวหลังปฏิวัติ 19 กันยายน  สอง เขารักทักษิณ เขารู้สึกว่าทักษิณถูกกระทำ  ถูกรังแกอย่างไร และได้รับความไม่เป็นธรรมแบบไหนบ้าง

เขาเชื่อว่า ทักษิณทำให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นจากนโยบายต่างๆ มันยากจะอธิบายนะ ว่าเมื่อเขาศรัทธาในตัวผู้นำคนใดคนหนึ่งแล้ว ต่อให้ใครเอาอะไรมาให้เขาอีก  เขาก็ไม่ได้รู้สึกรักและศรัทธาเท่ากับคุณทักษิณ  คุณอภิสิทธิ์จะแจกจ่าย  จะให้นโยบายประชานิยมมากกว่าอย่างไร  ก็ไม่อาจซื้อใจพวกเขาไปได้  ต่อให้คุณอภิสิทธิ์ให้มากกว่า 2-3 เท่า เขาก็ไม่อาจตัดความรัก ความดีที่คุณทักษิณมีมาก่อนได้  เงินซื้อคนเหล่านี้ไม่ได้หรอก

มันเป็นคุณค่าทางใจของคนบ้านเรา  ซึ่งผมคิดว่าตอนนี้ปัญหาของสังคมไทยไม่ได้เกิดจากการที่ประชาชนมีรายได้น้อย หรือยากจน หรือความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นหรือฐานะ  แต่เป็นความขาดแคลนความยุติธรรม  มันไม่มีความยุติธรรม  ถ้าถามหาความยุติธรรมมันแทบไม่มีเลย…ที่เราเรียกว่าสองมาตรฐาน  มันจะแก้ไม่ได้หรอกที่จะปฏิรูปที่ดินหรือความเลื่อมล้ำได้อย่างไร  เพราะเชื่อว่าในที่สุดที่ดินหรือโครงการต่างๆ ก็เป็นของคนชนชั้นกลางที่มีทุนหรืออยู่กับฝ่ายการเมืองเช่นเดิม

บางคนบอกว่าทำไมเราไม่สู้ต่อไป  ทำไมเราไม่ใช้อาวุธไปรบ  คำแนะนำนี้เป็นมวลชนผู้หญิงนะ  ผมก็ได้แต่ตอบพวกเขาไปว่า หนึ่ง โดยศักยภาพแล้วเราทำไม่ได้  สอง สงครามมันไม่มีขีดจำกัด  มีแต่สูญเสีย พี่น้องต้องใจเย็นๆ  แน่นอน,เขาผิดหวังในตัวเรา

หลายคนระบายออกมาในทางความเกลียดชัง  เกลียดแค้น  และทำลาย

ผมคิดว่ามันจะเกิดขึ้นต่อไป ตราบใดที่สังคมเรายังชอบยัดเยียด  ยังบิดเบือน  ยังปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร  รัฐบาลยังต้องการเป็นผู้ชนะฝ่ายเดียว  ไม่สนใจผู้อื่น  ไม่สนว่าจะเสียหายกับบ้านเมืองอย่างไร  ไม่สนใจหลักของกฏหมาย  หลักสิทธิมนุษยชน  และหลักมนุษยธรรม  ผมดูกีฬาฟุตบอล  เวลามีผู้เล่นบาดเจ็บ  อีกฝ่ายยังเขี่ยลูกออกนอกเขต ให้มีการหยุดพักการแข่งขันก่อน  แต่สังคมเรากลับรุกไล่  เข่นฆ่าเอาเป็นเอาตาย  ไม่ให้อภัยกัน  อย่างนี้มันก็เกิดการสั่งสมความเคียดแค้นกันมากขึ้น เพราะไม่ได้ยึดหลักทั้งสามอย่างที่พูดมา

ต้องทำให้มวลชนมีความรู้ความเข้าใจ  ต้องจัดรูปแบบการเคลื่อนไหว  ไม่ใช่ตั้งเป้าระดมคนเป็นแสนเป็นล้านใส่เสื้อเหลืองเสื้อแดงไปเคลื่อนไหว  ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากใส่เสื้ออะไรก็ได้นอนอยู่ที่บ้าน เพราะคน 1 คนที่มีความรู้ด้านกฏหมาย กับคน 100 คนไม่มีความรู้ สู้กันกับทนายในศาลคนเดียว ใครจะชนะ

ผมถือเป็นก้าวแรกที่ประชาชนออกมาเคลื่อนไหวแบบนี้  เพียงแต่ว่าต้องเติมความรู้ความเข้าใจให้มากขึ้น  แม้เส้นทางมันอาจจะยาวไกล

ตอบไม่ได้  มันเหมือนน้ำในแก้วบนโต๊ะนี้  ผมไม่รู้ว่ามันจะเป็นน้ำแข็งเมื่อไหร  เพราะสภาพแวดล้อมบริเวณนี้มันไม่เอื้อให้มันเป็นน้ำแข็งได้  แต่หากจับเอามันไปใส่ช่องแช่แข็งในตู้เย็น ผมตอบได้ว่าไม่เกิน 2-3 ชั่วโมง

มันมีทั้งด้านเศรษฐกิจ  สังคม  การศึกษา  วัฒนธรรม  โครงสร้างอำนาจทางการเมือง ซึ่งทุกวันนี้มันไม่เอื้อให้เราทำได้  เพราะประชาชนยังถูกกดขี่ ถูดปิดบังข้อมูลข่าวสาร ถูกบิดเบือน  ถูกคุกคามอยู่

ถ้าเมื่อไหรคนไทยมีจิตสำนึก  มีจิตสาธารณะ  เข้าใจประชาธิปไตย  รู้จักการตรวจสอบ  รู้จักใช้อำนาจของตนเองในการพัฒนา  น่าจะเห็นอะไรดีๆเกิดขึ้นแน่นอน  ตอนนี้มันเริ่มขยับขยายไปบ้างแล้ว  แต่ผมระบุเวลาไม่ได้

……………..

ขอบคุณข้าวมื้อเที่ยงจากฝีมือมุกดาศรีภรรยาของศิริวัฒน์  ที่ทำให้ผมอิ่มทั้งความรู้สึกและอิ่มทั้งความคิด  มันจะดีไม่น้อยถ้าผู้อ่านนำมันไปย่อยขยายต่อ  ในโอกาสอันสมควร

ความเห็นต่างเรื่องเหลือง-แดงพะเยาปรองดอง

ความเห็นต่างเรื่องเหลือง-แดงพะเยาปรองดอง

ความเห็นเรื่องเหลืองแดงมีหลากหลาย และยังเป็นสิ่งท้าทายในสังคมไทยว่าจะมันเป็นเช่นไร ยากที่จะคาดเดาการเปิดพื้นที่ทางสังคมเพื่อรับฟังความเห็นจากภาคส่วนต่างๆ จึงมีความสำคัญ แม้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ในเร็ววันก็ตาม

Posted On: กรกฎาคม 28, 2010
Posted In: สนทนาท้องถิ่น
Comments: No Responses
ความจำเป็นที่ “เหลือง-แดง”ต้องคุยกัน

ความจำเป็นที่ “เหลือง-แดง”ต้องคุยกัน

ท่ามกลางความสงสัยของหลายคนว่า กิจกรรมที่จะเกิดขึ้นนั้น จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางใด เวทีดังกล่าวจะมีรูปแบบและเนื้อหาออกมาอย่างไร ที่สำคัญคือ เกิดขึ้นได้จริงหรือ? แล้วมันมีความจำเป็นอะไรต้องคุยกัน

เวทีเสวนา“พะเยากับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน”

เวทีเสวนา“พะเยากับการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน”

เวทีเสวนา “พะเยากับการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน” 19 พฤศจิกายน 52 ณ ลานหน้าอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง โดย สำนักงานโยธิการและผังเมือง จ.พะเยา, เทศบาลเมืองพะเยา, สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อหาทิศทางการพัฒนาจังหวัดพะเยาเพื่อให้สอดรับกับการกำหนดรูปแบบการจัดการผังเมืองในอนาคต มีหน่วยงานราชการ เอกชน นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาร่วมเวที ประมาณ 200 คน • พระครูศรีวรพินิจ ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์พะเยา อยากเห็นเมืองพะเยาเป็นเมืองที่โดดเด่นด้านการศึกษา เพราะจังหวัดพะเยา ถือเป็นจังหวัดที่มีมหาวิทยาลัยและโรงเรียนมาก การสร้างจุดเด่นด้านการศึกษาน่าจะช่วยสร้างบุคลากรของพะเยาให้มีคุณภาพ ร่วมกับการเป็นเมืองศาสนาได้ดียิ่ง • วิมล ปิงเมืองเหล็ก ประธานวัฒนธรรมจังหวัด คนพะเยาต้องถามตัวเองก่อนว่า อะไรคือตัวตนที่แท้จริงของจังหวัดพะเยา เช่น พะเยาเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ที่กล่าวมาถือว่าด้วยตัวตนของจังหวัดพะเยา น่าอยู่ด้วยลักษณะที่เป็นอยู่ แต่ถ้าอยากสร้างรูปแบบเฉพาะให้กับเมือง อาจจะให้เป็นเมืองด้านศิลปวัฒนธรรม เมืองการศึกษา ดังนั้นเราควรรักษาและพัฒนาให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ การควบคุมพื้นที่ จะควบคุมอะไร และควบคุมทำไม ต้องอยู่ที่เราจะมองว่าจะกำหนดทั้งเมืองหรือเฉพาะพื้นที่เท่านั้น • ประพันธ์ เทียนวิหาร สถาบันครอบครัวเข้มแข็ง จ.พะเยา พ่อขุนงำเมือง พ่อขุนเม็งราย [...]

ชาวประมงกับกว๊านพะเยา

ชาวประมงกับกว๊านพะเยา

เวทีสาธารณะ สนทนาท้องถิ่นพะเยา วันที่ 31 สิงหาคม 2552 ณ อุโบสถกลางน้ำ วัดศรีโคมคำ หัวข้อ “ชาวประมงกับกว๊านพะเยา” มีองค์กรร่วมจัดหลายฝ่าย คือ สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรพะเยา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา สถาบันปวงผญาพยาว และทีวีไทย ทีวีสาธารณะ ดำเนินรายการโดย คุณชัยวัฒน์ จันธิมา บรรณาธิการพะเยารัฐ และผู้ประสานงานโครงการสื่อเพื่อบูรณาการท้องถิ่น สถาบันปวงผญาพยาว ผู้เข้าร่วมสนทนา 1. พระครูศรีวรพินิจ ผู้อำนวยการมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา 2. นายเขมชาติ จิวประสาท ประมงจังหวัดพะเยา 3.นายวิวัฒน์ ปรารมภ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยประมงน้ำจืดกว๊านพะเยา 4. ดร.รัฐภูมิ พรหมนะ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ มน.พะเยา 5.นายสมศักดิ์ เทพตุ่น ประธานเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านกว๊านพะเยา 6. นายจันทร์ติ๊บ ฟูเฟือง ชาวประมงบ้านสันต้นผึ้ง 7. นายบุญมี ใจจา ชาวประมงบ้านร่องไฮ โดยมีพี่น้องชาวประมงกว๊านพะเยา [...]

เปิดแนวคิด 2 แกนนำเหลืองแดงพะเยา

เปิดแนวคิด 2 แกนนำเหลืองแดงพะเยา

  “ความเห็นต่าง” ไม่ใช่ “ความขัดแย้ง” ทว่าแม้มี “ความขัดแย้ง” ก็ยังพบหนทางที่นำมาสู่ “ ความเข้าใจ” ได้ พะเยารัฐ เปิดพื้นที่ทางความคิด เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันในสังคม คำถามเดียวกัน คำตอบบรรทัดต่อบรรทัด นี่คือ การเมืองของประชาชนอย่างแท้จริง   ชุมพล ลีลานนท์ แกนนำเครือข่ายกลุ่มคนเสื้อเหลืองพะเยา ภูมิลำเนาเดิมเป็นคนกรุงเทพฯ แต่มาใช้ชีวิตและประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว ในพะเยากว่า 13 ปี การรวมกลุ่มของพันธมิตรจังหวัดพะเยา การรวมกลุ่มของพันธมิตรในจังหวัดพะเยาจะเป็นแบบธรรมชาติ ไม่มีหัวหน้า ไม่มีแกนนำ แต่จะทำงานโดยการประสานงาน ร่วมประชุมเพื่อหารือทุกเรื่องร่วมกัน ทุกคนมีหน้าที่ บทบาท เข้ามาร่วมกันด้วยใจที่เป็นส่วนรวม อยากให้บ้านเมืองเกิดความสงบ ยึดความเสียสละ กล้าหาญและซื่อสัตย์เป็นที่ตั้ง ที่ผ่านมาพันธมิตรพะเยามีการประชุมร่วมกันกว่า 12 ครั้ง จึงทำให้เกิดความสามัคคีและเข้าใจกันภายในกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตอนนี้มีกลุ่มพันธมิตรในจังหวัดพะเยาซึ่งรวมกันแล้วไม่ต่ำกว่า 600 คน ทิศทางทางการเมืองของพันธมิตรพะเยา ต้องสร้างเครือข่ายทางการเมืองภาคประชาชนของจังหวัดให้เกิดความเข้มแข็ง โดยต้องเพิ่มจำนวนเครือข่ายให้มากขึ้นเพื่อบอกกล่าวชี้แจงถึงสิ่งที่ต้องการดำเนินการในการเมืองภาคประชาชนพะเยา แล้วเข้าสู่กระบวนการการเมือง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 สว่ น คือ กลุม่ [...]

บทสนทนาเล็กๆ ที่มีความหมายระหว่าง เหลือง – แดง พะเยา

บทสนทนาเล็กๆ ที่มีความหมายระหว่าง เหลือง – แดง พะเยา

เหลือง-แดง คือ สัญลักษณ์ทางการเมือง ผ่านสีเสื้อของกลุ่มประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมือง บทสนทนาเล็กๆ นี้ทางสถาบันปวงผญาพยาวและหนังสือพิมพ์พะเยารัฐ เห็นว่า มีประโยชน์ต่อสาธารณชนทุกคนทุกท่านที่อยู่ในสังคมไทย จึงอยากนำมาเผยแพร่ ส่วนผู้อ่านจะมีความคิดความเห็นเป็นอย่างอื่นอย่างใด ทางเราถือเป็นสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์กันต่อไป