Home / สนทนาท้องถิ่น / ความจำเป็นที่ “เหลือง-แดง”ต้องคุยกัน
ภายหลังที่สถาบันปวงผญาพยาว ได้เปิดพื้นที่ให้กลุ่มบุคคลที่เคยผ่านการทำกิจกรรมทางการเมือง โดยเฉพาะบุคคลที่ใส่เสื้อสัญลักษณ์ “สีเหลือง”และ “สีแดง”ได้พูดคุย เพื่อกำหนดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางการเมืองของภาคประชาชนในช่วงเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา
ท่ามกลางความสงสัยของหลายคนว่า กิจกรรมที่จะเกิดขึ้นนั้น จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางใด เวทีดังกล่าวจะมีรูปแบบและเนื้อหาออกมาอย่างไร ที่สำคัญคือ เกิดขึ้นได้จริงหรือ? แล้วมันมีความจำเป็นอะไรต้องคุยกัน
ผมเองในฐานะผู้ประสานงานสถาบันปวงผญาพยาว จึงอยากทำความเข้าใจต่อปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งตามข้อตกลงในเวทีดังกล่าว เราใช้ชื่อว่า เวทีท้องถิ่นสนทนา เรื่อง แลกเปลี่ยนประสบการณ์กิจกรรมทางการเมืองภาคประชาชน จังหวัดพะเยา
โดยผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยน จะมาจากบุคคลที่เคยผ่านการทำกิจกรรมทางการเมืองกับสีเหลือง 2 ท่าน และสีแดง 2 ท่าน แล้วแต่จะเสนอชื่อ นอกจากนี้จะมีบุคคลที่เคยผ่านการทำกิจกรรมทางการเมืองในการเรียกร้องให้แก้ปัญหาอื่นๆ 3 ท่าน ได้แก่ ตัวแทนเครือข่ายเหล้าพื้นบ้าน จังหวัดพะเยา ตัวแทนเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดพะเยา ซึ่งมีประสบการณ์ชุมนุมเรียกร้องเรื่องเหล้าเสรี พรบ.ป่าชุมชนและราคาข้าวโพด
โดยแต่ละบุคคลที่เป็นตัวแทนเหล่านี้ล้วนผ่านประสบการณ์เข้าร่วมกิจกรรมชุมนุมมาด้วยกันทั้งสิ้น บางคนเจอมรสุมหนักๆ เคยถูกจับขังเข้าคุกเข้าตะรางมาแล้วก็มี ซึ่งชาวบ้านหรือประชาชนที่ร่วมเวทีครั้งนี้จะได้มาเล่าเรื่องของตนในประเด็นต่างๆ ดังนี้
1.มูลเหตุ หรือจุดเริ่มต้นที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจออกมาชุมนุมหรือร่วมกิจกรรมทางการเมือง
2.บทบาทหรือกิจกรรมที่พวกเขาได้รับในกลุ่มผู้ชุมนุม ตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน
3.พวกเขาได้ความรู้ ความคิด หรือประทับใจอะไรบ้าง จากการทำกิจกรรมดังกล่าว
4.ผลกระทบที่เกิดกับพวกเขาภายหลังเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองตนเอง/ครอบครัว/ชุมชน/เพื่อนร่วมงาน
5.พวกเขามีกิจกรรมอื่นๆ นอกเหนือจากกิจกรรมการเมืองหรือไม่ เช่น การทำกลุ่มอาชีพ งานอดิเรกร่วมกัน
6.จากนี้ไปพวกเขาจะวางบทบาทตัวเองหรือเข้าร่วมในกิจกรรมทางการเมืองอย่างไรบ้าง
7.พวกเขาคิดว่าทางออกในสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นประชาชนที่จะเข้ามาทำกิจกรรมทางการเมืองนั้น ควรมีข้อปฏิบัติตนอย่างไร
8.สุดท้าย มูลเหตุใดที่ทำให้พวกเขามานั่งพูดคุย ณ จุดนี้ ต้องการบอกอะไรกับเพื่อนร่วมวงและสังคม
สรุปเวทีนี้ จะพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางการเมืองในภาคประชาชน 2 เรื่องหลักๆ คือ เล่าความหลังและหนทางข้างหน้าที่ประชาชนจะเข้าไปมีบทบาททางการเมือง
ในส่วนของสถาบันปวงผญาพยาว จะเป็นผู้เปิดเวทีและคอยควบคุมบรรยากาศให้การสนทนามีความเป็นกันเอง โดยมีประชาชนทั่วไป ตัวแทนกลุ่มกิจกรรมทางการเมือง นักวิชาการ/เจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ และสื่อมวลชน เป็นเพียงผู้ร่วมสังเกตการณ์เท่านั้น
สำหรับข้อปฏิบัติในการสนทนา มีลักษณะคล้ายการสานเสวนา คือ ผู้ดำเนินรายการจะจุดโคมไฟ ขนาดเล็กไว้กลางวง พร้อมชี้แจงข้อปฏิบัติและมารยาทในการสนทนา โดยรอบแรก ให้ผู้เข้า
ร่วมเวทีเล่าเรื่องของตนเองจนจบตามหัวข้อ ผู้ร่วมเวทีท่านใดอยากพูดก่อนให้หยิบโคมไฟมาวางไว้เบื้องหน้า และเมื่อพูดจบ ให้ยกโคมไฟไปไว้ตรงกลางวง และจะไม่มีสิทธิพูดอีกจนกว่าจะถึงรอบต่อไป
ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมเวทีจะต้องเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ตนเองเท่านั้น โดยให้อยู่ในประเด็นที่ตั้งไว้ ไม่อนุญาตให้กล่าวถึงบุคคลอื่น ทั้งในและนอกเวที ไม่ว่ากรณีใดๆ และจะไม่อนุญาตให้บุคคลใดในวงกล่าวแทรก หรือกล่าวตอบโต้ ไม่ว่ากรณีใดๆ
หลักเกณฑ์กติกานี้ถือเป็นข้อตกลงที่ฝ่ายต่างๆ มีส่วนร่วมในการเสนอและพิจารณา ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์ที่แปรผัน สำหรับเวลาและสถานที่นั้น คาดว่าจะดำเนินการในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้
หากดูรูปแบบและเนื้อหาทั้งหมด หลายคนอาจจะพอจะทำนายได้ว่า การสนทนานี้ไม่น่าจะเกิดผลใดๆ ในทางการเมืองตามที่คาดหวังไว้ ซึ่งผมเองก็คิดว่า การพูดคุยลักษณะแบบนี้ก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆของการเรียนรู้การเมืองภาคประชาชนในท้องถิ่นเช่นกัน
โดยหากเราย้อนไปในการพบปะกันครั้งแรก ก็จะพบว่า บุคคลหรือประชาชนเหล่านี้ ก็ต้องการแค่เพียงการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์ทางการเมืองเท่านั้น
เราจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ต้องเร่งเร้าให้เกิด “ผล” ทางใดทางหนึ่งในช่วงเวลาอันแสนสั้นนี้ แม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตาม จากการได้เข้าร่วมพูดคุยกับประชาชนที่เข้ามาร่วมกิจกรรมทางการเมืองเหล่านี้ ผมก็พบว่า…พวกเขาเกือบทั้งหมดมีความคิดทางการเมืองที่ก้าวหน้า มากกว่าที่คนภายนอกหรือภายใน บางคนจะเข้าใจได้ นั่นคือ…พวกเขา “แสวงหา”การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ไม่จำกัดทฤษฎีหรือวิธีการเดิมๆ
ประการแรก คือ ประชาชนที่ผ่านกิจกรรมการเมืองเหล่านี้ มีความคิด ความเห็น กล้าแสดงออก เป็นบุคคลที่มีความเชื่อมั่นและความเป็นตัวของตนเองสูง แรกๆ หลายคนเข้าไปตามกระแสข่าวสารที่ได้รับ ต่อมาก็เกิดการบ่มเพาะทางความคิด หรือตกผลึกมองเห็นทิศทางการเมืองว่า ควรจะดำเนินวิถีทางอย่างไร
เรียกว่า ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่ผ่านมา ภาคประชาชนได้เรียนรู้การเมืองบนท้องถนนและผ่านทีวีดาวเทียมได้ดีกว่านักศึกษามหาวิทยาลัยเสียอีก
ประการที่สอง คือ ประชาชนที่ผ่านกิจกรรมการเมืองเหล่านี้แท้จริงไม่ได้แยกตัวออกมาจากกลุ่มโดยละทิ้งอุดมการณ์ทางการเมืองที่ตนเชื่อหรือมุ่งมั่น แต่พวกเขารู้สึกว่า พวกเขาต้อง“จัดการตนเอง” โดยพยายามคิดค้นวิธีการหรือแสวงหาจุดร่วมที่มีความเป็นไปได้ให้กับตนเอง ญาติพี่น้อง เพื่อนร่วมงาน และสังคม ซึ่งมีความหลากหลายและแตกต่างกัน ปัจจัยนี้น่าจะเกิดจากความอึดอัดหรือซ้ำซากของกิจกรรมทางการเมืองที่ไม่มีวันจบสิ้นนั่นเอง
นั่นเพราะ…แนวโน้มของความรุนแรง ซึ่งมีสูงขึ้น และนำไปสู่การสูญเสียอันไม่พึงประสงค์ เสี่ยงเกินไปที่พวกเขาจะเอาชีวิตไปแลก ทั้งที่เป็นคนไทยเหมือนกัน
ประการที่สาม คือ ประชาชนที่ผ่านกิจกรรมการเมืองเหล่านี้ ได้ค้นพบปัญหาทางการเมืองแบบ “ผ่านตัวแทน” ซึ่งอันที่แท้จริง ก็คือปัญหาเดิมของการเมือง ที่กระจุกตัวแต่ฝ่ายนักการเมืองและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองบางคน ซึ่งชิงกัน “นำ” ในพื้นที่หรือในแต่ละระดับขบวนทำให้เกิดการแย่งชิงอำนาจการนำและทุนสนับ
สนุนบางส่วน แต่เดิม ใช้คำว่า “หัวคะแนน” แต่ปัจจุบันใช้คำว่า“แกนนำ-หัวหน้า” ซึ่งทั้งสองคำมีความแตกต่างกัน เพราะพื้นที่หนึ่งมีกลุ่มย่อยๆ เกิดขึ้นโดยมิได้นัดหมาย ในบางพื้นที่ “ส่วนกลาง”จึงไม่สามารถควบคุม “ท้องถิ่น” ให้อยู่ภายใต้อานัติได้หรือเบ็ดเสร็จ
แม้ว่ากลุ่มจะพยายามหา “จุดร่วม” เพื่อเกาะกุมอำนาจไว้ แต่
“จุดบอด”ทางความคิดก็ได้แสดงผ่านในหลายเวทีช่วงที่ผ่าน
เมื่อประชาชนมีความคิดเป็นของตนเอง และคิดค้นหาวิธีการอื่นๆมาแทน โดยแกนนำไม่อาจควบคุมความหลากหลายเหล่านั้นได้ วิธีการเดิมๆ ที่ใช้เคลื่อนไหวจึงถึงเวลาต้องถูกปรับเปลี่ยน จะโดยผู้เข้าร่วมเองหรือแกนนำก็ตาม แต่ในสถานการณ์ที่ “สงครามยึดเยื้อ”จึงทำให้มีการแบ่งแยกกลุ่มออกเป็นหลายเส้นทาง
ผมไม่รู้ว่า ช่วงที่แนวร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ประเทศไทยแบ่งตัวเองออกมาหลายสาย ผู้มีอุดมการณ์ที่เคลื่อนไหวในป่าและในเมือง รวมถึงคนเดือนตุลาทั้งหลาย เขาแตกแยกหรือแตกต่างทางความคิดกันแบบไหน แต่นั่นก็พอจะทำให้ผมเดาแบบคนธรรมดาทั่วไปว่า…
มนุษย์มีเสรีภาพทางความคิด
เราขังความคิดของมนุษย์ไม่ได้
หรือหากเขาจะตกอยู่ภายในกรงความคิดของผู้อื่น หรือจมอยู่อุดมการณ์ทางการเมืองใดๆ ก็ตาม ก็หาได้ยาวนานนักหรอก
อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังมองปรากฏการณ์กิจกรรมทางการเมืองภาคประชาชนผ่านสัญลักษณ์เสื้อสีเหลืองและสีแดงด้วยความหวังที่ดี
โดยผมค้นพบว่า บุคคลที่ผ่านกิจกรรมทางการเมืองเหล่านี้ มีคุณค่าต่อสังคมไทยโดยรวม หลายคนเริ่มหันมามองสิ่งที่เป็นปัญหาท้องถิ่นที่อยู่ใกล้ตัวเอง เดินออกมาแสดงความคิดความเห็นในประเด็นต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการทุจริตคอรัปชั่น
ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่เราคนไทยทั้งหลายแม้ไม่ได้ใส่เสื้อเหลืองหรือแดง ต้องพยายามสร้าง “พื้นที่” และให้ “เสรีภาพทางความคิด” แก่พี่น้องของเรา ในการเรียนรู้การเมือง ด้วยวิธีการและรูปแบบหลายๆ ทาง มิขีดวงจำกัดไว้เช่นแต่เดิม
ส่วนความจำเป็นของฝ่ายนักการเมืองที่จะต้องจัดการตนเองก่อนการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น พวกเขาควรได้พูดคุยตกลงกันเสียเร็ววันนี้ เพราะหากพวกเขาไม่สนับสนุนให้เกิดการปรองดองภายในชาติโดยพลันแล้ว ก็อย่าหมายเลยว่า…การเลือกตั้งในแบบประชาธิปไตยที่ถวิลหาจะเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย
การทำลายป้ายหาเสียง การล้อมหัวหน้าพรรคและผู้สมัคร การยกพวกตีกันของหัวคะแนน/ผู้ช่วยหาเสียง เชื่อเหอะ…ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหน? จังหวัดใด ก็อยู่ไม่สุข
ทางมันถูกบีบให้มาเจอกัน..
…………………..
ตีพิมพ์ในพะเยารัฐ ฉบับ 56.2 ปักษ์แรก เดือนพฤศจิกายน 2552