Home / รายงานพิเศษ / คุยแบบเพื่อนกับ ศิริวัฒน์ จุปะมัดถา แกนนำเสื้อแดงพะเยา

ผมเดินทางไปถึงบ้านของ “ศิริวัฒน์ จุปะมัดถา” แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง (นปช.พะเยา)คนสำคัญ ในเวลาก่อนเที่ยงของวันหนึ่งที่แดดร้อนจัด แม่บ้านคู่ใจของเขาเดินออกมาตอนรับพร้อมขวดน้ำเย็น
“นั่งก่อนๆ ดื่มน้ำดื่มท่าก่อนนะ” มุกดา อดีตสาวโรงงานนักสู้คู่ชีวิตของศิริวัฒน์ยื่นแก้วน้ำใสต้อนรับ
ส่วนศิริวัฒน์ เพิ่งเดินเข้าบ้าน วันนี้เขาออกไปทำธุรกิจส่วนตัวตั้งแต่เช้าที่อำเภอแม่ใจ ในฐานะตัวแทนจำหน่ายปุ๋ยเม็ดชีวภาพ ซึ่งเขายึดเป็นอาชีพหลักมากว่า 3-4 ปีแล้ว
“เป็นไงบ้างพี่” ผมเอ่ยทักทาย
“ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ ปกติช่วงนี้ทุกปีขายได้กว่า 3-4,000 กระสอบ ปีนี้เพิ่งสั่งเข้ามา 200 เอง ฝนมันไม่ตก คนบ้านเราเค้าก็ยังไม่กล้าสั่งปุ๋ย” ศิริวัฒน์ ยิ้มเปื้อนเหงื่อ ก่อนจะหิ้วขนุนผลโตลงจากระบะหลังรถ
“มวลชนเสื้อแดงเขาฝากมาให้”
นี่อาจจะเป็นกำลังใจยามยากที่เขาได้รับจากการต่อสู้ในช่วงที่ผ่านมา แม้ทุกวันนี้เขายังจะถูกจับตาจากฝ่ายรัฐบาลและคุกคามจากเจ้าหน้าที่ทหารในทุกระยะฝีก้าวก็ตาม
“ทั้งสายตำรวจและทหาร เขาก็เข้ามาสอบถามข้อมูล และบางคนก็แอบมาด้อมๆมองๆดูพฤติกรรมของเรายามค่ำคืนบ้าง” ศรีภรรยาของเขาบอกผมตรงๆ
“ผมโชคดีที่มีภรรยาที่เข้าใจ เราเป็นคนงานโรงงานทอผ้ามาด้วยกัน เคยประสบปัญหาโรงงานปิดด้วยกัน เคยเคลื่อนไหวต่อสู้ในขบวนแรงงานด้วยกัน ผ่านเรื่องราวเลวร้ายต่างๆมาพอสมควร เมื่อวันนี้ผมออกไปต่อสู้ เธอต้องแบกภาระดูแลลูก 2 คน เราแบ่งหน้าที่กันทำนะ” ศิริวัฒน์เล่าชีวิตครอบครัวให้ฟัง
ศิริวัฒน์เป็นหนุ่มอีสาน จากจังหวัดมหาสารคาม ขณะที่มุกดาเป็นสาวเหนือเมืองพะเยา บ้านต๊ำน้ำล้อม ทั้งสองเคยเข้าร่วมขบวนการต่อสู้ภาคแรงงานในหลายปีที่กรุงเทพฯ และที่สุดก็ตัดสินใจเลือกมาตั้งครอบครัวที่พะเยา และใช้ชีวิตเป็นชาวนาบนที่ดิน 2-3 ไร่ที่เป็นมรดก และมีรายได้จากการค้าขายปุ๋ยจากโรงงานของเพื่อนที่โคราช
……….
“กินข้าวตอนก่อน ค่อยคุยการเมือง” แม่บ้านเปรยบ่น
น้ำพริกผักนึ่ง แกงหน่อไม้ และส้มตำ ถูกนำมาวางเป็นอาหารเที่ยง และบทสนทนาต่อไปนี้ น่าจะทำให้เรารู้จักด้านในของชีวิตและความคิดของนักสู้เสื้อแดงบ้านนอก อย่าง“ศิริวัฒน์ จุปะมัดถา”ไม่มากก็น้อย
ต่างคนต่างแยกย้าย ต่างคนต่างรักษาเอาตัวรอด บางคนก็ถูกติดตาม ถูกคุกคามหลายรูปแบบ ต้องพยายามเก็บตัวเงียบๆ ไม่มีโอกาสที่จะมาเคลื่อนไหวหรือทบทวนอะไร แต่ก็มีการติดต่อเชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารกันอยู่
คิดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าถ้าสู้กับทหาร สู้กับอาวุธแล้วต้องแพ้ และต้องยอมรับว่ามันเป็นความพ่ายแพ้ที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ หลายด้าน สำคัญ คือ มวลชนของเราที่เข้ามาร่วมนั้นมีหลายระดับ และเราไม่สามารถจัดตั้งได้ในเวลาอันน้อยนิดนี้ได้
การเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคพลเมืองในรูปแบบการชุมนุม ประการแรก คือ ต้องให้ความรู้ความเข้าใจแก่มวลชนว่าสิ่งที่เราต่อสู้นี้มันจะนำไปสู่อะไร ต้องให้มวลชนรู้ที่มาที่ไป สอง มันมีโครงสร้างอำนาจ หรือกฏหมายอะไรที่จะส่งผลกระทบต่อมวลชนบ้าง มวลชนจะได้วิเคราะห์ประเด็นปัญหาต่างๆ แยกแยะให้ปรุโปร่งได้ด้วยตัวเขาเอง ไม่เช่นนั้นมันจะเป็นภาระของขบวนในภายหลัง ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะหากมวลชนไม่ได้รับการจัดตั้งในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่มีรูปแบบการต่อสู้ที่ชัดเจน ก็ควบคุมไม่ได้ เพราะมันมีการสร้างสถานการณ์ มีการแทรกแซง จากทั้งภายในและภายนอกตลอด
สถานการณ์ต่างๆ มันนำพาเราไปทั้งนั้น บางทีก็เกิดจากแกนนำ บางทีก็มีการแทรกซึมโดยฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายทหาร ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายการเมืองต่างๆ รวมถึงเรื่องข้อมูลข่าวสาร ข่าวลือ หากแกนนำและมวลชนที่เข้าร่วมไม่อาจจะควบคุมอารมณ์ตนเองได้ก็จะทำให้ขบวนทั้งหมดแตกแยกทางความคิดได้ ถึงวันนี้ผมบอกได้เลยว่า มีแกนนำและมวลชนบางคนก้าวหน้าไปไกลกว่าเรามาก
ต้องรบ ต้องใช้อาวุธ เท่านั้น ปราณีปรานอมไม่ได้
แกนนำเสื้อแดงหลายคนมาเพราะประโยชน์ทางการเมือง อันนี้ยอมรับว่ามีอยู่จริง แต่มวลชนเขาก็ฉลาดที่จะเรียนรู้ เขาดูออกว่าใครเป็นตัวจริงไม่จริงอย่างไร ถ้าจริงเขาจะตามแกนนำคนนั้นไป แต่แกนนำบางคนมีเงินไป ไม่มีเงินไม่ไป เขาจะไม่ตามไปแน่นอน
น่าจะ 3 ระดับ คือ หนึ่ง เข้าใจที่มาที่ไป สอง ครึ่งๆกลางๆ รู้บ้างไม่รู้บ้าง สาม มีใจรักความเป็นธรรม ในส่วนของจังหวัดพะเยาส่วนใหญ่อยู่ที่ระดับแรก
กลุ่มแรกได้รับการจัดตั้ง ได้รับความรู้เป็นขั้นตอน มีผมเป็นผู้ประสานงานร่วมกับคุณโยและเพื่อนอีกหลายคน โดยผ่านเพื่อนที่เคยทำงานด้านขบวนแรงงานที่กรุงเทพฯมาด้วยกัน กลุ่มที่สองเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ จากการได้ดูทีวีดาวเทียม ดูสามเกลอ กลุ่มที่สามมาจากฝ่ายการเมืองในพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดจะไปเชื่อมต่อกับเครือข่ายภาคเหนือและระดับประเทศ
อันดับแรกน่าจะเป็นเพราะ หนึ่ง เขาไม่ชอบระบบเผด็จการทหาร กลุ่มคนกลุ่มนี้เริ่มจากการรวมตัวหลังปฏิวัติ 19 กันยายน สอง เขารักทักษิณ เขารู้สึกว่าทักษิณถูกกระทำ ถูกรังแกอย่างไร และได้รับความไม่เป็นธรรมแบบไหนบ้าง
เขาเชื่อว่า ทักษิณทำให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นจากนโยบายต่างๆ มันยากจะอธิบายนะ ว่าเมื่อเขาศรัทธาในตัวผู้นำคนใดคนหนึ่งแล้ว ต่อให้ใครเอาอะไรมาให้เขาอีก เขาก็ไม่ได้รู้สึกรักและศรัทธาเท่ากับคุณทักษิณ คุณอภิสิทธิ์จะแจกจ่าย จะให้นโยบายประชานิยมมากกว่าอย่างไร ก็ไม่อาจซื้อใจพวกเขาไปได้ ต่อให้คุณอภิสิทธิ์ให้มากกว่า 2-3 เท่า เขาก็ไม่อาจตัดความรัก ความดีที่คุณทักษิณมีมาก่อนได้ เงินซื้อคนเหล่านี้ไม่ได้หรอก
มันเป็นคุณค่าทางใจของคนบ้านเรา ซึ่งผมคิดว่าตอนนี้ปัญหาของสังคมไทยไม่ได้เกิดจากการที่ประชาชนมีรายได้น้อย หรือยากจน หรือความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นหรือฐานะ แต่เป็นความขาดแคลนความยุติธรรม มันไม่มีความยุติธรรม ถ้าถามหาความยุติธรรมมันแทบไม่มีเลย…ที่เราเรียกว่าสองมาตรฐาน มันจะแก้ไม่ได้หรอกที่จะปฏิรูปที่ดินหรือความเลื่อมล้ำได้อย่างไร เพราะเชื่อว่าในที่สุดที่ดินหรือโครงการต่างๆ ก็เป็นของคนชนชั้นกลางที่มีทุนหรืออยู่กับฝ่ายการเมืองเช่นเดิม
บางคนบอกว่าทำไมเราไม่สู้ต่อไป ทำไมเราไม่ใช้อาวุธไปรบ คำแนะนำนี้เป็นมวลชนผู้หญิงนะ ผมก็ได้แต่ตอบพวกเขาไปว่า หนึ่ง โดยศักยภาพแล้วเราทำไม่ได้ สอง สงครามมันไม่มีขีดจำกัด มีแต่สูญเสีย พี่น้องต้องใจเย็นๆ แน่นอน,เขาผิดหวังในตัวเรา
หลายคนระบายออกมาในทางความเกลียดชัง เกลียดแค้น และทำลาย
ผมคิดว่ามันจะเกิดขึ้นต่อไป ตราบใดที่สังคมเรายังชอบยัดเยียด ยังบิดเบือน ยังปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร รัฐบาลยังต้องการเป็นผู้ชนะฝ่ายเดียว ไม่สนใจผู้อื่น ไม่สนว่าจะเสียหายกับบ้านเมืองอย่างไร ไม่สนใจหลักของกฏหมาย หลักสิทธิมนุษยชน และหลักมนุษยธรรม ผมดูกีฬาฟุตบอล เวลามีผู้เล่นบาดเจ็บ อีกฝ่ายยังเขี่ยลูกออกนอกเขต ให้มีการหยุดพักการแข่งขันก่อน แต่สังคมเรากลับรุกไล่ เข่นฆ่าเอาเป็นเอาตาย ไม่ให้อภัยกัน อย่างนี้มันก็เกิดการสั่งสมความเคียดแค้นกันมากขึ้น เพราะไม่ได้ยึดหลักทั้งสามอย่างที่พูดมา
ต้องทำให้มวลชนมีความรู้ความเข้าใจ ต้องจัดรูปแบบการเคลื่อนไหว ไม่ใช่ตั้งเป้าระดมคนเป็นแสนเป็นล้านใส่เสื้อเหลืองเสื้อแดงไปเคลื่อนไหว ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากใส่เสื้ออะไรก็ได้นอนอยู่ที่บ้าน เพราะคน 1 คนที่มีความรู้ด้านกฏหมาย กับคน 100 คนไม่มีความรู้ สู้กันกับทนายในศาลคนเดียว ใครจะชนะ
ผมถือเป็นก้าวแรกที่ประชาชนออกมาเคลื่อนไหวแบบนี้ เพียงแต่ว่าต้องเติมความรู้ความเข้าใจให้มากขึ้น แม้เส้นทางมันอาจจะยาวไกล
ตอบไม่ได้ มันเหมือนน้ำในแก้วบนโต๊ะนี้ ผมไม่รู้ว่ามันจะเป็นน้ำแข็งเมื่อไหร เพราะสภาพแวดล้อมบริเวณนี้มันไม่เอื้อให้มันเป็นน้ำแข็งได้ แต่หากจับเอามันไปใส่ช่องแช่แข็งในตู้เย็น ผมตอบได้ว่าไม่เกิน 2-3 ชั่วโมง
มันมีทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา วัฒนธรรม โครงสร้างอำนาจทางการเมือง ซึ่งทุกวันนี้มันไม่เอื้อให้เราทำได้ เพราะประชาชนยังถูกกดขี่ ถูดปิดบังข้อมูลข่าวสาร ถูกบิดเบือน ถูกคุกคามอยู่
ถ้าเมื่อไหรคนไทยมีจิตสำนึก มีจิตสาธารณะ เข้าใจประชาธิปไตย รู้จักการตรวจสอบ รู้จักใช้อำนาจของตนเองในการพัฒนา น่าจะเห็นอะไรดีๆเกิดขึ้นแน่นอน ตอนนี้มันเริ่มขยับขยายไปบ้างแล้ว แต่ผมระบุเวลาไม่ได้
……………..
ขอบคุณข้าวมื้อเที่ยงจากฝีมือมุกดาศรีภรรยาของศิริวัฒน์ ที่ทำให้ผมอิ่มทั้งความรู้สึกและอิ่มทั้งความคิด มันจะดีไม่น้อยถ้าผู้อ่านนำมันไปย่อยขยายต่อ ในโอกาสอันสมควร