Home / สนทนาท้องถิ่น / ชาวประมงกับกว๊านพะเยา
เวทีสาธารณะ สนทนาท้องถิ่นพะเยา วันที่ 31 สิงหาคม 2552 ณ อุโบสถกลางน้ำ วัดศรีโคมคำ หัวข้อ “ชาวประมงกับกว๊านพะเยา” มีองค์กรร่วมจัดหลายฝ่าย คือ สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรพะเยา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา สถาบันปวงผญาพยาว และทีวีไทย ทีวีสาธารณะ ดำเนินรายการโดย คุณชัยวัฒน์ จันธิมา บรรณาธิการพะเยารัฐ และผู้ประสานงานโครงการสื่อเพื่อบูรณาการท้องถิ่น สถาบันปวงผญาพยาว
ผู้เข้าร่วมสนทนา 1. พระครูศรีวรพินิจ ผู้อำนวยการมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา 2. นายเขมชาติ จิวประสาท ประมงจังหวัดพะเยา 3.นายวิวัฒน์ ปรารมภ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยประมงน้ำจืดกว๊านพะเยา 4. ดร.รัฐภูมิ พรหมนะ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ มน.พะเยา 5.นายสมศักดิ์ เทพตุ่น ประธานเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านกว๊านพะเยา 6. นายจันทร์ติ๊บ ฟูเฟือง ชาวประมงบ้านสันต้นผึ้ง 7. นายบุญมี ใจจา ชาวประมงบ้านร่องไฮ โดยมีพี่น้องชาวประมงกว๊านพะเยา และน้องๆ นิสิตสาขาพัฒนาสังคม สำนักวิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร พะเยามาเข้าร่วมในเวทีสาธารณะครั้งนี้ด้วย
เปิดเวทีสาธารณะด้วยสารคดี “ฤๅจะไม่มีชาวประมงกว๊านพะเยา”จากการผลิตของน้องๆ นักข่าวพลเมืองพะเยารุ่นใหม่ ทำให้เห็นภาพของชาวประมงกว๊านพะเยาที่ลดน้อยถอยลง เหมือนกับปลาในกว๊านพะเยา ตามด้วยประเด็นการพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์การทำมาหากินของชาวประมงกว๊านพะเยา เริ่มจาก พี่สมศักดิ์ เทพตุ่น ประธานเครือข่ายชาวประมงพื้นบ้านกว๊านพะเยา เล่าว่าตนเองมีความภูมิใจที่เกิดมาเป็นชาวประมง ซึ่งเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมตั้งแต่ปู่ย่าตายาย ในอดีตชาวประมงต่างคนต่างอยู่ ต่างทำมาหากิน ไม่มีการรวมกลุ่มกัน หาปลากันไป ต่อมาเกิดปัญหาความไม่เข้าใจกับหน่วยงานของรัฐคือ กรมประมง ประมาณปี 2542 โดยสำนักงานประมงจังหวัดพะเยามีความเข้มงวดในการใช้กฎหมายจำกัดการหาปลา ตามประกาศจังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2492 ได้แบ่งกว๊านพะเยาออกเป็น 2 เขต เขตหนึ่งเป็นเขตอนุรักษ์ ห้ามจับปลาโดยเด็ดขาด ส่วนเขตสองชาวประมงสามารถทำกินได้ ยกเว้นช่วงฤดูฝนปลาวางไข่ 3 เดือนไม่สามารถลงกว๊านหาปลาได้ ทำให้ชาวประมง 4 ชุมชนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ก่อนที่จะมีประกาศถูกจับ ขึ้นศาล และมีความขัดแย้งกับหน่วยงานภาครัฐ อีกประเด็นคือ การทะเลาะวิวาทกัน และการขัดแย้งระหว่างชาวประมงด้วยกันเองในการแย่งพื้นที่ทำมาหากิน ข้ามเขตเข้าไปหาปลาหมู่บ้านอื่น แย่งกันหาปลา ลักขโมยปลากันบ้าง ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาทกัน ในปี 2543จึงมีการรวมกลุ่มกัน เพื่อหาแนวทางการทำงานร่วมกันระหว่างชาวประมงด้วยกันเองกับหน่วยงานภาครัฐในกรณีความขัดแย้งที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นเป็นต้นมาได้มีการทำความเข้าใจร่วมกัน ทำให้ความขัดแย้งลดลง ความเข้าใจเพิ่มขึ้น ต่างฝ่ายต่างจับมือกันเพื่ออนุรักษ์พันธ์ุปลาในกว๊านพะเยา
หาปลามาตั้งแต่ 8 ขวบจนถึงวันนี้ อายุก็เกือบ 60 ปี วันที่หยุดหาปลาคือ วันพระ ลุงมีบอกว่า ปัญหาการทำมาหากินในกว๊านมาเรื่อยๆ ในปี 2542 ค่อนข้างรุนแรง เพราะ มีการจับ ยึดเรือ ขึ้นศาล ชาวประมงไม่เข้าใจกันและกัน มีปัญหาไม่หันหน้าเข้าหากัน พอมีการตั้งชมรมฯ จึงมีการทำความเข้าใจกัน การประกาศเขตฯอนุรักษ์ ได้มีการประกาศเป็นกฎหมายมาตั้งแต่เป็นกว๊านพะเยา สมัยจังหวัดเชียงราย ชาวประมงได้รวมกัน จนได้เขตผ่อนปรน การทำมาหากินทุกวันนี้พออยู่ได้ ปัจจุบันกว๊านพะเยามีปัญหาปลาชะโด ซึ่งเป็นปลาต่างถิ่นที่แพร่ขยายพันธ์ุอย่างรวดเร็ว และกินปลาประเภทอื่นเป็นอาหาร
ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษานายกเทศบาลตำบลบ้านต๋อม แต่ก็ยังลงกว๊านหาปลาอยู่เป็นประจำ พี่จันทร์ติ๊บ เล่าว่า อดีตคนหากินกับกว๊านพะเยา จะรู้จักกว๊านพะเยาเฉพาะหน้าบ้านของตนเอง เจ้าหน้าที่ประมงก็ไม่รู้จัก แต่ได้ยินเสียงเรือก็หนีกันไป ต่อมาได้มีโครงการพะเยาเพื่อการพัฒนา ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนมาจัดเวทีเรื่องสิ่งแวดล้อม การทำมาหากินในกว๊านพะเยา โดยการทำงานแบบมีส่วนร่วม ทำให้ชาวประมงได้แสดงความคิดเห็น ได้เรียนรู้กว๊านมากขึ้น ได้แลกเปลี่ยนกับพี่น้องชาวประมงด้วยกันมากขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อาศัยเวทีพูดคุยกันกับเจ้าหน้าที่ประมง และขออนุโลมการทำกินของชาวประมง ที่อาศัยกว๊านพะเยาทำกิน อดีตปลาจะมีมาก แต่หลังจากการพัฒนาในกว๊านพะเยา พันธ์ุปลาและปริมาณปลาลดลง ชาวประมงมีการปรับตัวทำกิน เช่น ในฤดูน้ำหลากจะหากินโดยหาปลาไหลใส่ตุ้มหรือไปรับจ้างภายนอกการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่เรื่องการหากินของชาวประมง มีการอนุโลมให้หาได้ แบบไม่ทำลาย แต่ละชุมชนก็ทำเขตอนุรักษ์แต่ละชุมชน เพื่อให้ปลาได้เข้ามาอาศัยมากขึ้น มีชุมชนที่ทำเขตอนุรักษ์ที่เข้มแข็ง ได้แก่ ชุมชนประตูปราสาท ชุมชนวัดบุญยืน ชุมชนร่องไฮ ชุมชนแท่นดอกไม้ มีกฎห้ามจับปลาทุกชนิด และได้รับการสนับสนุนพันธ์ุปลาจากประมง เพื่อนำมาปล่อยในเขตอนุรักษ์ของชุมชน
ให้ข้อคิดเห็นเรื่องการพัฒนากว๊านพะเยาว่า ท่านบวชเป็นสามเณรมาอยู่วัดศรีโคมคำ ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2521 สมัยนั้นในกว๊านพะเยามีตอไม้หลายแห่ง ตอนเช้าท่านจะเห็นชาวประมงลงเรือเป็นกลุ่มพากันไปไล่ปลา เป็นเสียงเพลงจากชาวประมงที่น่าฟังเป็นประจำทุกเช้า ประมาณเวลา 8-9 นาฬิกา ช่วงฤดูฝนน้ำหลากที่กุฏิของท่านน้ำจะท่วม ชาวประมงจะนำเรือมามัดไว้ รอบๆ วัด ชาวประมงนำไซหลวงมาวาง ประมาณบ่ายสองจะมายก ได้ปลานิลตัวใหญ่มาก รอบบริเวณวัด มีศาลาเล็กหลังวัด พระเณรจะมารวมกัน บางคนก็อยากเป็นชาวประมง เพราะเห็นชาวประมงมีร่างกายแข็งแรง ทำมาหากินในกว๊านพะเยาที่มีแต่ความอุดมสมบูรณ์ ช่วงประมาณปีพ.ศ.2534-2537 เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ เทศบาลเมืองพะยามีการพัฒนากว๊านพะเยาโดยขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนคนพะเยา เกิดความขัดแย้งเรื่องกว๊านพะเยา มีนักเรียน องค์กรพัฒนาเอกชนมาประท้วงเรื่องการพัฒนากว๊านพะเยา และเป็นที่หากินของสส.โดยนำงบประมาณมาพัฒนากว๊านพะเยาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวช่วงประมาณปีพ.ศ.2537-2540 กว๊านพะเยามีปัญหาน้ำเน่า น้ำเสียอยู่ที่วัดจะเปิดหน้าต่างไม่ได้ มีกลิ่นเหม็นโชยเข้ามา เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐ ชาวบ้าน นักพัฒนาที่มองกันคนละมุมว่าจะมองกว๊านพะเยาเป็นอะไร บางคนก็มองเป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นแหล่งประปา แหล่งทำกินของชาวประมง แหล่งน้ำสำหรับการเกษตร เคยมีเวทีพูดคุยกันโดยจะทำกว๊านพะเยาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว กักน้ำไว้เป็นที่ให้นักท่องเที่ยวมาให้อาหารปลา แต่ท่านไม่เห็นด้วยเพราะทำให้น้ำเน่าได้ ช่วงประมาณปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา กว๊านพะเยาเจอปัญหาทั้งระบบ ปลาไม่มี น้ำเน่า น้ำเสีย เกิดมลพิษสิ่งมีชีวิตเริ่มหายไปจากกว๊านพะเยา
มีความสนใจเรื่องจุลินทรีย์ โดยทำวิทยานิพนธ์ด้านสาหร่ายและแพลงตอน ประมาณปีพ.ศ.2542 ช่วงเดือนเมษายน เป็นจุดเริ่มต้นที่มาทำงานวิจัยการกระจายของสาหร่ายพิษในกว๊านพะเยา และทำงานต่อเนื่องไปในแหล่งน้ำอื่น การวิจัยพบว่าคุณภาพน้ำในกว๊านพะเยาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2542 ถึงปัจจุบันไม่ได้ สะอาดแต่ก็สามารถใช้ได้ สิ่งมีชีวิตในกว๊านมีการเปลี่ยนแปลง โดยพบสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ซึ่งเป็นจุลินทรีย์สีเขียวลอยในน้ำ ลักษณะเป็นผง และสร้างสารพิษได้ มี 1 ชนิด พบในบริเวณผิวน้ำ เป็นฝ้าสีเขียว สภาพการเกิดของสาหร่ายที่เกิดขึ้น และปรากฏตามฤดูกาล โดยเฉพาะในฤดูร้อน เพราะมีสภาพที่เหมาะสม อากาศร้อน แสงแดดแรง มีสารอาหารในน้ำเข้มข้นจากน้ำทิ้งชุมชน ดินตะกอนการเกษตร ซากพืชซากสัตว์ที่ถูกแบคทีเรียย่อยสลาย ช่วง10 ปีผ่านมาพบว่าสาหร่ายเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในน้ำขุ่น ต่อมาเพิ่มขึ้นมาอีก 1 ชนิด แต่ยังไม่มีการวิเคราะห์ว่าสร้างสารพิษหรือไม่ สาเหตุของการเกิดสาหร่าย มาจากการมีอาหารของสาหร่ายที่สมบูรณ์ ความขุ่นสูงจะมีโอกาสเกิดสาหร่ายสูง เพราะสามารถดำรงชีวิตในน้ำขุ่นได้เป็นอย่างดี
ปีพ.ศ. 2482 กรมประมงสร้างประตูน้ำกว๊านพะเยา เพื่อที่จะให้เป็นแหล่งเพาะขยายพันธ์ุสัตว์น้ำ โดยกรมประมงเป็นผู้ดูแล และรับผิดชอบทั้งหมด เช่น การบุกรุกกว๊านพะเยา การตื้นเขินของกว๊านพะเยา คุณภาพน้ำ การจัดสรรน้ำในการเกษตร การทำประปา ฯลฯ แต่ละปัญหาต้องได้รับการแก้ไขไปพร้อมๆ กัน การทำงานทั้งระบบจึงเป็นไปด้วยความลำบาก เพราะมีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทุกปีศูนย์วิจัยฯ จะลงกว๊านพะเยาสำรวจพันธ์ุปลา และนำมาวิเคราะห์ ปัจจุบันพบปลา 45 ชนิด เห็นได้ว่าผลผลิตพันธ์ุปลาไม่ตกต่ำ แต่ในอดีตที่มีปลามากเพราะปลาขึ้นมาวางไข่จากแม่น้ำโขง แต่จากการสร้างฝายกั้นแม่น้ำอิง 27 ลูก พบว่าปลาขึ้นมาวางไข่ไม่ได้ จึงมีการพูดคุยกับชาวประมงให้สร้างเขตอนุรักษ์ ส่วนในชุมชนที่เหลือต้องมีการทำความเข้าใจ ความร่วมมือกันเพื่อให้พันธ์ุปลาในกว๊านพะเยามีมากขึ้น โดยนำปลาไปปล่อยในเขตอนุรักษ์ให้ชาวบ้านช่วยกันดูแล จากปีพ.ศ.2542 พบ 27 ชนิด ปี พ.ศ.2538 พบ 27 ชนิด ปีพ.ศ.2550 พบ 43 ชนิด แต่เป็นพันธ์ุปลาแปลกๆ ที่มาอยู่เช่น ปลาชะโด ปลาดูด โดยปลาที่เพิ่มขึ้นเป็นปลาที่กรมประมงผลิตและนำมาปล่อย ส่วนปลาพื้นบ้านที่เคยมีจำนวนลดลง บางอย่างสูญพันธ์ุ
ความขัดแย้งในอดีตลดลง เกิดความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมงกว๊านพะเยาทั้ง 14 ชุมชนที่มีบทบาท มีส่วนสำคัญในการที่ไม่ต้องใช้กฎหมายในการจัดการกับชาวประมง เช่น การแปรรูปปลาชะโดการแข่งขันตกปลาชะโด แต่กฎหมายได้ถูกกำหนดไว้ โดยกว๊านพะเยาเป็นแหล่งน้ำพิเศษตามประกาศจังหวัดเชียงราย ในปีพ.ศ. 2492 ในพื้นที่เขตหนึ่งประมาณ 4,000 ไร่ สำนักงานประมงจังหวัดได้ใช้วิธีการทำความเข้าใจ เวทีประมงสัญจร โดยปัญหาที่มองจะเป็นประเภทที่ร้ายแรง เช่น การใช้เครื่องมือที่รุนแรงในการหาปลา ซึ่งเป็นการเอาเปรียบคนอื่น โดยพี่น้องชาวประมงช่วยกันดูแล ปัญหาด้านกฎหมายจึงไม่ใช่ประเด็นที่คุยกัน แต่เป็นในเชิงของความร่วมมือมากกว่า
ในชว่ งนี้วิทยากรไดชวนพูดคุยว่า ทำอย่างไรให้ชาวประมงกว๊านพะเยาที่เคยมีถึง 600 ครอบครัว ปัจจุบันเหลือเพียง 30 ครอบครัวอยู่ได้ ภายใต้กว๊านพะเยาที่มีวิกฤติเช่นทุกวันนี้ ให้ได้ใช้ประโยชน์ถึงลูกหลาน ผู้เข้าร่วมได้แสดงความคิดเห็นที่หลากหลาย ได้แก่
1.ความร่วมมือในการพัฒนากว๊านพะเยาทั้งระบบ การมีเวทีร่วมกันเพื่อวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นมาใหม่ๆ เพราะปัจจุบันมีความร่วมมือกันดีระหว่างชาวประมงกับหน่วยงาน
2.การมีจิตสำนึกโดยการทำมาหากินแบบไม่ทำลายล้าง เพื่อให้มีกินได้อย่างยั่งยืน
3.หลักสูตรท้องถิ่นที่นักเรียนได้เรียนรู้การทำมาหากินของชาวประมงประวัติความเป็นมา ความสำคัญของกว๊านพะเยา
4.การแบ่งภาษีน้ำจากสำนักงานประปาที่ได้ใช้น้ำกว๊านพะเยาในการทำประปา
5.การจัดสรรผลประโยชน์ การสร้างจิตสำนึกของชาวบ้านรอบกว๊านพะเยา และป่าต้นน้ำในการดูแลกว๊านพะเยา
6.ให้เกิดประชาคมกว๊านพะยาที่เข้มแข็ง จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหลายองค์กร
7.มุมมองในการพัฒนากว๊านที่จะต้องเปลี่ยนแนวคิดเรื่องการนำวัฒนธรรมเป็นท่องเที่ยว เช่น งานลอยกระทง พบว่ามีขยะในกว๊านเป็น
จำนวนมากหลังจากเสร็จสิ้นงาน
8.คุณภาพน้ำในกว๊านพะเยา จะส่งผลต่อการใช้ประโยชน์จากน้ำในกว๊านฯ ของหลายๆ ฝ่าย เช่น ถ้าคุณภาพน้ำดี จะไม่มีปลิงเข็ม จะไม่มีสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน แต่การที่กว๊านฯ เป็นแหล่งรองรับน้ำเสียจากเมืองชนบท การเกิดตะกอนดินจากการเกษตรที่ทำให้น้ำขุ่น เป็นสิ่งที่จะทำให้กว๊านอยู่ในสภาพที่เหมือนเดิม และอาจแย่ลงเรื่อยๆ
9.การพัฒนากว๊านพะเยาต้อง ทำให้เกิดความจริงจังมากกว่านี้ การมีส่วนร่วม และจิตสำนึกในการรักกว๊านพะเยา ช่วยกันแก้ไข ช่วยกันเป็นหูเป็นตาในการพัฒนาให้กว๊านพะเยาดีขึ้น
10.ในอนาคต ถ้าใครทิ้งน้ำเสียลงกว๊านพะเยา ถ้ามีกฎหมายนี้ออกมา และนำเงินมาบำบัดน้ำเสียในกว๊านพะเยา
11.การทำบันไดปลาโจนแบบน๊อคดาว์ เพื่อให้ปลาขึ้นมาวางไขในกว๊านพะเยาได้เหมือนเดิม และมีพันธ์ุปลามากขึ้น
สรุปข้อคิดเห็นจากการพูดคุย เกี่ยวกับอนาคตและทางออกของชาวประมงกว๊านพะเยา 5 ประเด็น ดังนี้
1.ให้มีเวทีพูดคุยของชาวประมงกว๊านพะเยาอย่างต่อเนื่อง
2.ขยายเขตอนุรักษ์พันธ์ุปลาในกว๊านพะเยา
3.สร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์กว๊านพะเยา
4.รับเปลี่ยนมุมมอง และวิธีคิดการท่องเที่ยวในกว๊านพะเยา เช่น งานลอยกระทง หรืองานลอยขยะ
5.ทำบันไดปลาโจนแบบใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาพันธ์ุปลาจากแม่น้ำโขงที่ไม่สามารถขึ้นมาวางไข่ยังกว๊านพะเยาได้
เย็นย่ำตะวันตกดิน ที่อุโบสถกลางน้ำ วัดศรีโคมคำ เวทีสาธารณะครั้งนี้ก็จบลงด้วยดี
ทุกฝ่ายที่เข้ามาร่วมการพุดคุยในวันนี้ ต่างได้ ความรู้ใหม่ ได้รู้จักเพื่อนใหม่ ได้ความคิดใหม่ๆ ข้อคิดเห็นเหล่านี้ น่าจะเป็นประโยชน์แก่คนพะเยา ที่จะนำไปขบคิด ต่อยอดความคิดที่จะนำไปขับเคลื่อนงานของแต่ละองค์กรให้เดินหน้าต่อไป
………………………
บันทึกโดย สหัทยา วิเศษ / งานวิจัยท้องถิ่น สำนักปวงผญาพยาว