พื้นที่ทางสังคมของภาคพลเมือง

Home / รายงานพิเศษ /วิจัยท้องถิ่น / ประวัติศาสตร์“การค้ามนุษย์” ในจังหวัดพะเยา

  • สาวดอกคำใต้ : ปฐมบทการค้ามนุษย์ในจังหวัดพะเยา  

ยุคของการพัฒนาประเทศ ภาพพจน์ของจังหวัดพะเยาเริ่มปรากฏ และมีชื่อเสียงโด่งดังในภาพของหญิงขายบริการ โดยเฉพาะสาวจากอำเภอดอกคำใต้ซึ่งถือได้ว่าเป็นปฐมบทของการค้ามนุษย์ในจังหวัดพะเยา และเป็นภาพลักษณ์ของหญิงสาวขายบริการในประเทศไทย

ดอกคำใต้ เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดพะเยา ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองพะเยาไปทางทิศตะวันออกประมาณ 14 กิโลเมตร ดอกคำใต้ตั้งอยู่ที่ราบเชิงเขาลุ่มน้ำอิง และแม่น้ำร่องช้างมีเนินเขาเตี้ยๆกั้นระหว่างดอกคำใต้กับเมืองพะเยา ราษฎรส่วนใหญ่ของดอกคำใต้เป็นคนพื้นเมืองมีบางหมู่บ้านที่อพยพมาจากลำปาง แพร่ มีชาวอีสานอาศัยในพื้นที่อีก 4 หมู่บ้านและห่างจากตัวอำเภอดอกคำใต้อีกประมาณ 32 กม. มีหมู่บ้านชาวเขาเผ่าเย้า

  • ดอกคำใต้ในอดีต

ในสมัยสุโขทัยเป็นราชธานีคู่กับเมืองภูกามยาว (พะเยา) พ่อขุนรามคำแหงได้มาเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับพ่อขุนงำเมือง เจ้าเมืองภูกามยาวได้เสด็จมาเยี่ยมเยียนเป็นประจำ โดยยกขบวน ช้าง ม้า พาบริวารมาเป็นอันมาก ผ่านทางเวียงโกศัย (เมืองแพร่) ผ่านอำเภอดอกคำใต้ถึงเมืองภูกามยาว จนรอยตีนช้าง ตีนม้า จนกลายเป็นลำน้ำร่องช้าง ประชาชนเห็นว่าเป็นแหล่งที่อุดมสมบูรณ์จึงมาตั้งบ้านแปงเมืองอยู่ตามลำน้ำร่องช้าง และประกอบกับสองฝั่งลำน้ำร่องช้างมีต้นดอกคำใต้ และขึ้นอยู่เป็นจำนวนมาก จึงตั้งชื่อชุมชนว่า “บ้านดอกคำใต้” ตั้งแต่นั้นมา พ.ศ. 2397 มีฐานะเป็นอำเภอ พ.ศ. 2457 ถูกยุบเป็นตำบล พ.ศ. 2500 ได้รับการยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอและเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2508 ได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอ อีกครั้งจนถึงปัจจุบัน

ในช่วง พ.ศ. 2400 บริษัท Bombay Burma Trading Co.,Ltd. ของชาวอังกฤษ ได้รับสัมปทานป่าไม้แม่ยมตะวันตกและบริษัทEast Asiatic Co.,Ltd.ของชาติเดนมาร์กได้รับสัมปทานทำขอนไม้ ทางฝั่งแม่น้ำยมตะวันออกได้ตัดทางรถไฟ จากทุ่งกุ่ม  (เขตตำบลปินไปสุดที่ฝั่งแม่ยมในอำเภอปง) เพื่อชักลากไม้ ซึ่งได้ตัดผ่านถนนในกลางของดอกคำใต้  จึงทำให้เกิดชุมชนตามเส้นทางรถไฟเพิ่มขึ้นมาอีกหลายหมู่บ้าน  

ดอกคำใต้เป็นอำเภอที่ถูกล่ำลือว่าเป็นอำเภอที่มีสาวงาม ในอดีตที่ผ่านมาอำเภอดอกคำใต้เป็นอำเภอที่มีชื่อเสียงด้านการค้าประเวณี โดยพ่อแม่จะนิยมขายลูกสาวให้เข้าสู่ธุรกิจบริการทางเพศในกรุงเทพฯ จังหวัดต่างๆ หรือแม้แต่ต่างประเทศ จากการที่เป็นชุมชนที่มีสาวงามมาขายบริการทางเพศ ทำให้สาวดอกคำใต้เป็นชื่อที่ติดปากของนักเที่ยวหรือผู้ที่มาใช้บริการทางเพศ และผู้หญิงที่มาจากจังหวัดอื่น ก็จะอ้างความเป็นสาวดอกคำใต้ในการประกอบธุรกิจทางเพศด้วย เหตุใดสาวดอกคำใต้จึงกลายมาเป็นภาพลักษณ์ของผู้หญิงที่ประกอบธุรกิจทางเพศในประเทศไทย

 สาวดอกคำใต้ กล่าวได้ว่าเป็นผลผลิตจากนโยบายการพัฒนาประเทศของไทย เมื่อทหารอเมริกันเข้ามาตั้งฐานทัพในจังหวัดต่างๆ เช่น สงครามเวียดนาม (พ.ศ. 2505 – 2512) ทำให้เกิดสถานบริการและมีคนขายบริการทางเพศเป็นจำนวนมาก เพื่อสนองความต้องการพักผ่อนหย่อนใจของทหารอเมริกัน

ในปี พ.ศ. 2523 รัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจซบเซาทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวเจริญเติบโตขึ้น และจำนวนโสเภณีก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย นับตั้งแต่ยุคที่มีการส่งเสริมการท่องเที่ยว ทำให้ภาคเหนือกลายมาเป็นแหล่งผลิตและป้อนสินค้า คือ ผู้หญิงให้แก่ธุรกิจบริการทางเพศทั้งในกรุงเทพฯต่างจังหวัด และต่างประเทศ

อย่างไรก็ตามปัญหาการขายบริการทางเพศนั้นเป็นปัญหาหนึ่งของสังคมชนบทไทย ที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้นอย่างหลากหลายและซับซ้อน ได้แก่ปัญหาผลผลิตทางการเกษตรมีราคาตกต่ำ วัฒนธรรมการบริโภคนิยมที่เลียนแบบจากตะวันตกจากนโยบายการพัฒนาประเทศที่เน้นการเติบโตของภาคเกษตรกึ่งอุตสาหกรรม ระบบการศึกษาที่ส่งเสริมให้เยาวชนหลุดออกจากรากเหง้าของวัฒนธรรมท้องถิ่น และสร้างค่านิยมแบบคนในเมือง ทำให้ชุมชนแตกสลาย เกิดการแข่งขันกันบริโภคสินค้าและการปลูกบ้านหลังใหญ่ ปัญหาความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ระหว่างภาคเมืองและภาคชนบท เป็นต้น

สถานการณ์ดังกล่าวได้เป็นปัจจัย และเงื่อนไขที่ผลักดันให้ผู้หญิงภาคเหนือออกจาก  ชุมชนได้เข้าสู่ธุรกิจขายบริการทางเพศ และด้วยภาพลักษณ์ที่มีความงามเป็นพื้นฐาน ประกอบกับคุณสมบัติของผู้หญิงเหนือที่มีอัธยาศัยไมตรีทำให้ภาพลักษณ์เฉพาะของผู้หญิงเหนือเป็นจุดขายในธุรกิจขายบริการทางเพศ

ในช่วง พ.ศ. 2513 – 2514 มีเด็กสาวจากอำเภอดอกคำใต้ไปขายบริการทางเพศมากขึ้นกว่าเดิม เพราะได้รับการชักชวนจากเอเย่นต์ภายนอก โดยมีคนในหมู่บ้านเป็นผู้ไปติดต่อกับผู้ปกครอง /พ่อแม่ของเด็กสาว  ช่วงวันสงกรานต์จะนำเด็กสาวที่ไปขายบริการกลับมาเยี่ยมบ้าน เพื่อให้เด็กสาวในหมู่บ้านได้เห็นว่าเด็กที่ไปขายบริการมีการแต่งตัวดีขึ้นมีเครื่องประดับตกแต่ง เด็กบางคนหนีพ่อแม่ไปเพราะเพื่อนชักชวน และบางรายถูกญาติหรือผู้ชายหลอกลวงไป

ผู้นำท้องถิ่น และข้าราชการที่ทำงานในอำเภอดอกคำใต้ บางคนกล่าวว่าดอกคำใต้เป็นโรงงานผลิตผู้ค้าประเวณี  สถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่อำเภอดอกคำใต้ แสดงให้เห็นถึงการทำงานของเอเย่นต์ที่จัดหาหญิงไปขายบริการทางเพศ และพัฒนาไปในหลายๆ รูปแบบ เช่น การชักชวนให้ยินยอมพร้อมใจมากขึ้นด้วยสิ่งล่อลวงใจต่างๆ ที่เป็นวัตถุ การร่วมมือกับข้าราชการและผู้นำท้องถิ่น เป็นต้น จนมีผู้กล่าวว่าดอกคำใต้เป็นตำนานในประวัติศาสตร์ของการค้าประเวณีในประเทศไทย   

  • พัฒนาการการค้าประเวณี 

การศึกษาของ นิวัตร สุวรรณพัฒนา (2541)  เรื่องชุมชนค้าประเวณีโดยศึกษาหมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ได้แบ่งประวัติศาสตร์และพัฒนาการการค้าประเวณีของหญิงสาวในชุมชนออกเป็น 4  ยุคสมัย  

  • ยุคแรก  ยุคแม่ลำเพ็งจะไปเมืองไทย (พ.ศ. 2475 – 2500)

เริ่มจากการทำสัมปทานไม้บริเวณชุมชนของบริษัทบอมเบย์ ซึ่งเป็นบริษัททำไม้จากประเทศอังกฤษ หลังจากที่มีการทำไม้ ก็มีคนมากมายหลายเผ่าพันธุ์มารับจ้างตัดไม้ และมาเป็นควาญช้าง ได้แก่ แขก พม่า ขมุ ลาว ไทลื้อ เงี้ยว คนจีน และเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นกับหญิงสาวในชุมชน อันเนื่องมาจากความสัมพันธ์กับคนต่างถิ่นที่เข้ามาทำไม้ และค้าขายแลกเปลี่ยนกับชุมชน โดยพวกสาวๆ ชอบไปเป็นเมียพวกขมุ เพราะขมุมีเงินจากการทำไม้ เป็นจุดเริ่มของแม่สำเพ็ง ซึ่งเป็นผู้หญิงขายประเวณีกลุ่มแรกของชุมชน ชีวิตของผู้หญิงกลุ่มนี้เริ่มต้นจากการไปทำงานที่ปางช้าง หรือบางคนก็ไปเที่ยวที่ปางช้าง เมื่อไปแล้วก็เป็นเมียของนายห้าง หลังจากนายห้างเดินทางกลับประเทศ ผู้หญิงเหล่านี้ก็เลยลงใต้ไปขายตัวกันต่อ

นิวัตรได้สรุปว่า หนทางการลงใต้ไปขายตัวของหญิงสาวในชุมชนคือ หนทางของการผ่านไปเป็นเมียชั่วคราว หรือนางบำเรอของนายห้างฝรั่ง และอาจรวมถึงการไปเป็นเมียชั่วคราวของพ่อเลี้ยงช้างต่างๆ ด้วย ก่อนที่ชีวิตจะเปลี่ยนแปลงให้กลายเป็นแม่หญิงค้าประเวณี การเป็นเมียชั่วคราวของนายห้างนี้จะมีการดำเนินการผ่านคนกลาง ซึ่งมักเป็นพวกแม่อุ้ย(คนแก่) ที่ทำหน้าที่คล้ายคลึงกับที่เราเรียกในปัจจุบันว่า เอเย่นต์

โดยปัจจัยที่ทำให้ผู้หญิงตัดสินใจยอมไปเป็นเมียของนายห้าง ตามไปอยู่กับพ่อเลี้ยงช้างที่มารับจ้างทำไม้ให้บริษัทอังกฤษ คือการเป็นม่าย และถ้าเป็นสาวก็เป็นพวกเด็กกำพร้าที่ไม่มีพ่อแม่คอยดูแลสั่งสอน ชาวบ้านพูดถึงผู้หญิงที่หนีออกไปจากชุมชน ตามพวกคนทำไม้หรือคนต่างถิ่นลงไปทางใต้ว่าไปเมืองไทย กลับมาก็นุ่งผ้าไทย คือ นุ่งผ้าจงกระเบน ทำผมทรงไทย

  • ยุคที่สอง  ยุคสาวหนีโตยล้อ (พ.ศ. 2500 – 2512)

หลังจากการทำสัมปทานไม้จากประเทศอังกฤษค่อยๆ ลดปริมาณลง ได้มีการเปิดเส้นทางเพื่อติดต่อกับชุมชนภายนอก โดยการขยายถนนเข้ามาถึงหมู่บ้าน ทำให้การติดต่อกับภายนอกชุมชนมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น ถนนเส้นนี้ได้กลายเป็นเส้นทางที่นำเอากลุ่มพ่อค้าเร่เข้ามาในหมู่บ้าน โดยการขี้ล้อเกวียนเข้ามาเป็นกลุ่ม

พ่อค้ากลุ่มแรกที่เข้ามาในหมู่บ้าน คือ พ่อค้าขายยาเร่ ได้นำเอาหนังเร่เข้ามาฉายให้ชาวบ้านได้ชมเป็นการโฆษณา ต่อมาเมื่อถนนเริ่มดีขึ้น ก็มีรถฉายแล้วเร่ขายยา มีบริษัทขายยาได้ทยอยเข้ามาในหมู่บ้าน โดยจะมีการฉายหนังโฆษณา และขายยา รวมทั้งการจัดงานรื่นเริงต่างๆ ขึ้นในหมู่บ้าน เช่น รำวง ชกมวย ทำให้สถานที่ดังกล่าวเป็นที่พบปะของหนุ่มสาวที่มาเที่ยวงาน ได้มีโอกาสพบกันโดยไม่ต้องไปนั่งอยู่บริเวณบ้านของหญิงสาว  ผู้ชายจากต่างถิ่น โดยเฉพาะพวกนักมวยและนักร้องหลายคนได้หญิงสาวในหมู่บ้านเป็นเมีย หญิงสาวหลายคนถูกโน้มน้าวชักจูงให้ทิ้งความยากจน ทิ้งไร่นาหนีตามผู้ชายต่างถิ่นออกไปจากหมู่บ้าน โดยหนีตามขบวนล้อหนังที่เข้ามาฉายหนังตามหมู่บ้าน   ชาวบ้านจึงเรียกสาวๆ ที่ทิ้งบ้านเรือนไร่นาหนีตามผู้ชายต่างถิ่นออกไปจากหมู่บ้านว่า “สาวหนีโตยล้อ”

ชาวบ้านในชุมชนได้อธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นกับหญิงสาวในชุมชนว่า ผู้หญิงที่หนีตามผู้ชายต่างถิ่นเป็นกลุ่มผู้หญิงใจแตก และเป็นผู้หญิงที่อึดอัดกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่    สุดท้ายจึงตัดสินใจหนีออกไปจากหมู่บ้านเพื่อไปแสวงหาโอกาสใหม่ในชีวิต จนในที่สุดต้องไปขายตัวที่กรุงเทพฯ

  • ยุคที่สาม  ยุคสาวล่องกรุง หนุ่มล่องกอง (พ.ศ. 2512 – 2520)

ในช่วงนี้มีเด็กสาวจากชุมชนไปขายบริการทางเพศมากขึ้นจากเดิม หากรูปแบบที่เคยหนีตามผู้ชายหรือถูกล่อลวงไป เปลี่ยนมาเป็นการได้รับชักชวนจากกลุ่มบุคคลที่เรียกว่า เอเย่นต์ ซึ่งเป็นคนภายนอก แต่มีคนในชุมชนเป็นผู้พาเอเย่นต์ไปติดต่อกับพ่อแม่ของผู้หญิง โดยมีสิ่งล่อใจเป็นเงิน เครื่องใช้ สิ่งของต่างๆ พร้อมทั้งชวนเชื่อเรื่องความสะดวกสบายและมีชีวิตที่ดีขึ้น

 การออกไปค้าประเวณีของหญิงสาวใน 2 ยุคแรก เป็นภาพของผู้หญิงใจแตกเป็นลักษณะเฉพาะตัวไม่เกี่ยวข้องกับพ่อแม่ แต่ภาพของหญิงสาวที่ไปค้าประเวณีในช่วงหลังเป็นภาพของหญิงสาว เด็กสาวที่พึ่งเรียนหนังสือจบ แล้วต้องออกไปขายตัว มีทั้งที่ตัดสินใจไปเอง ตามเพื่อนไป รวมถึงถูกบังคับจากพ่อแม่ด้วย

จากการที่มีหญิงสาวในหมู่บ้านออกจากชุมชนไปขายตัวมากขึ้น จึงมีหญิงสาวเหลืออยู่น้อยในหมู่บ้าน ทำให้หนุ่มๆ ในหมู่บ้านที่ยังไม่มีคู่รู้สึกเงียบเหงา บรรยากาศการอู้บ่าวอู้สาวที่มีการพูดจาหยอกล้อกันระหว่างหนุ่มสาว เริ่มเหือดหายไปจากชุมชน

ภาพสะท้อนของเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงนี้ ได้ปรากฏให้ได้ยินได้ฟังในเพลงลูกทุ่ง     โดยเฉพาะกลางทศวรรษ 2510 ที่นักร้องลูกทุ่งหญิงเริ่มได้รับความนิยม มีการแต่งเพลงเกี่ยวกับชีวิตของหญิงสาวที่ทำงานตามซ่องโสเภณี มีเพลงที่กล่าวถึง สาเหตุของการเป็นโสเภณีว่ามาจากทั้งปัญหาความยากจนและต้องการช่วยเหลือครอบครัว

 “จากหนีโตยล้อ มาสู่ไปกำเต็มลำ ปานก้าหมู” โดยผู้หญิงในหมู่บ้านที่เคยไปขายตัวที่กรุงเทพฯ เมื่อกลับมาบ้านก็ขนเอาสาวๆ ไปขายตัวที่กรุงเทพฯ ด้วย การไปขายตัวยุคนี้ จึงเป็นเพราะว่าพ่อแม่สาวยินยอมให้ลูกของตนไป เมื่อลูกสาวกลับมาเยี่ยมบ้านก็จะมีสิ่งของเงินทองมาให้พ่อแม่เสมอ ดังนั้นจึงเกิดการเลียนแบบตามกัน โดยพ่อแม่บังคับให้ลูกสาวไปหาเงินเพื่อจะได้มีบ้านหลังใหม่ มีรถขับ

  • ยุคที่สี่ ยุคสาวหาเงิน (พ.ศ. 2520 – ปัจจุบัน)

ในช่วง พ.ศ. 2521 – 2522 เป็นช่วงเวลาที่ผู้หญิงหลายคนในหมู่บ้านล่องใต้ไปขายตัวที่กรุงเทพฯและที่อื่นๆ ได้กลับมาอาศัยในหมู่บ้านและแต่งงานอยู่กินกับชายหนุ่มในหมู่บ้าน ความเปลี่ยนแปลงในชุมชนที่เห็นได้ชัดในยุคนี้คือ ความคิดทางด้านเงินทองและวัตถุกับการดำเนินชีวิตที่เกิดขึ้นในชุมชน โดยความสัมพันธ์ทางวัตถุเริ่มเข้ามาแทนที่ความสัมพันธ์ทางสังคมแต่ดั้งเดิม เรื่องเล่าเกี่ยวกับความสำเร็จในชีวิต และการแข่งขันความมั่งมีทางวัตถุของพ่อแม่หญิงสาว กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันทั่วไป

ต่อมาในช่วง พ.ศ. 2535 – 2536  ชีวิตของสาวหาเงินในชุมชนก็ก้าวไปสู่การเป็น “สาวนอก” โดยเฉพาะการไปประเทศญี่ปุ่นจะมีเงินเก็บและเงินส่งมาให้ครอบครัว ปรากฏการณ์ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความคิดเรื่องวัตถุและความสำคัญของเงิน การปลูกสร้างบ้านหลังใหญ่ ปรากฏให้เห็นทั่วทั้งอำเภอดอกคำใต้ ซึ่งเป็นสิ่งจูงใจให้สาวหลายคนดิ้นรนที่อยากจะไปญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าจะมีข่าวการระบาดของโรคเอดส์   ปัจจุบันการเดินทางไปหาเงินของหญิงสาวยังคงมีอยู่ แต่ก็ไม่มีการกล่าวถึงเหมือนดังแต่ก่อน

กล่าวได้ว่า การกำเนิดของสาวดอกคำใต้มีความสัมพันธ์กับการพัฒนาประเทศที่มีจุดเริ่มต้นมาจากการเข้ามาของบริษัททำไม้ของต่างประเทศ ทำให้ผู้หญิงในหมู่บ้านไปมีความสัมพันธ์กับคนต่างถิ่นที่เข้ามาทำไม้ ส่งผลให้ชีวิตของสาวดอกคำใต้เปลี่ยนแปลงไป 

หลังจากการออกไปจากหมู่บ้านของพวกทำไม้  ชุมชนดอกคำใต้มีความเจริญขึ้น มีกลุ่มพ่อค้าเร่ขายยาได้เข้ามาในหมู่บ้าน มีการจัดงานรื่นเริง ทำให้สาวใจแตกหลายคนหนีออกไปจากหมู่บ้านพร้อมกับกลุ่มพ่อค้าเร่ จนในที่สุดได้เข้าสู่อาชีพขายบริการ  หลังจากนั้นเรื่อยมาหญิงสาวในหมู่บ้านออกไปขายบริการกันมากขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด และต่างประเทศ โดยมีเอเย่นต์ชักจูง บางคนถูกบังคับจากพ่อแม่ หรือบางคนสมัครใจไปเอง เพราะเห็นตัวอย่างของรุ่นพี่ที่ไปขายบริการ และกลับบ้านพร้อมกับเงินทอง

  • จากค้าประเวณีสู่…….ค้ามนุษย์

รายงานการสำรวจข้อมูลสถานการณ์การเข้าสู่กระบวนการค้าประเวณีและการล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี จังหวัดพะเยา (2544) โดยเก็บข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540- 2544 สำนักงานสถิติจังหวัดพะเยาร่วมกับมูลนิธิเพื่อยุติการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กพบว่า

สาเหตุของการเข้าสู่กระบวนการค้าประเวณีของเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีมาจากหลายๆ สาเหตุ ได้แก่ ฐานะทางบ้านยากจน ทำให้เด็กต้องดิ้นรนเพื่อหารายได้ให้แก่ตัวเองและครอบครัวในการครองชีพ ปัญหาการแตกแยกทางครอบครัว การหย่าร้างของพ่อแม่ซึ่งมีสถิติเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้เด็กขาดความอบอุ่น ไม่ได้รับการเอาใจใส่ดูแลจากผู้ปกครองเท่าที่ควร เมื่อเด็กมีปัญหาจากทางครอบครัว เด็กจะหาทางออกโดยการคลุกคลีอยู่กับเพื่อนเป็นส่วนใหญ่ทั้งเพื่อนชายและเพื่อนหญิง

จากจุดนี้จึงเป็นการนำพาเด็กออกไปสู่โลกภายนอก โดยความไม่รู้หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เมื่อเด็กออกไปสู่โลกภายนอก ไปพักอาศัยอยู่กับญาติ หรือเพื่อนในบ้านเช่า หอพักทำให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งที่ผิดในกลุ่มเพื่อน การคบเพื่อนชายอย่างอิสระเพราะไม่มีผู้ปกครองดูแล การมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน บางคนเรียนรู้การเข้าสู่การค้าประเวณีโดยเพื่อนเป็นผู้ชักชวน หรือต้องทำตามเพื่อน

เด็กเหล่านี้จะไม่ยึดการค้าประเวณีเป็นอาชีพ แต่ทำไปด้วยมีสิ่งชักจูงหรือจูงใจให้ทำเพื่อต้องการเงินใช้จ่ายซื้อสิ่งของเครื่องใช้ที่ฟุ่มเฟือย การเที่ยวเตร่กับเพื่อนฝูงซึ่งเด็กคิดว่าวิธีนี้หาเงินได้ง่ายโดยจะไปแอบแฝงตามคาราโอเกะ ผับ สวนอาหารในรูปแบบของนักร้อง พนักงาน   เสริฟ์ หรือการเข้าไปเที่ยวตามสถานที่ดังกล่าว แต่เด็กกลุ่มนี้จะไม่อยู่ตามซ่อง

ความเจริญทางเทคโนโลยี วิทยาการสมัยใหม่ เช่น อินเทอร์เนต เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ชักจูงเด็กออกสู่โลกภายนอก สภาพสังคมที่เสื่อมโทรม รวมถึงการติดยาเสพติดทำให้เด็กบางคนยอมใช้ร่างกายแลกกับยาเสพติดซึ่งเป็นปัญหาสังคมอย่างมาก เด็กบางคนต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ในครอบครัวที่ทำอาชีพขายบริการ บางคนเกิดการเลียนแบบ ทำให้เด็กเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา โดยบุคคลในครอบครัว คนใกล้ชิดหรือคนที่รู้จักเป็นผู้แนะนำ ชักชวนให้ไปค้าประเวณียังต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ  การมีค่านิยมในกลุ่มเด็กที่ถือว่าพรหมจารีเป็นเรื่องไม่สำคัญ นอกจากนี้สาเหตุที่สำคัญอีกประการคือ การถูกล่อลวงทางเพศในรูปแบบต่างๆ หรือจากคนใกล้ชิดโดยไม่ได้เกิดจากการยินยอม

 เมื่อพิจารณาจากจำนวนสถานบริการ สถานบันเทิงประเภทต่างๆ ในจังหวัดพะเยาที่มีมากถึง 98 แห่ง และมีสถานบริการ สถานบันเทิงที่แอบแฝงการค้าประเวณีมากขึ้น ผนวกกับการที่เด็กมาอาศัยตามหอพักทำให้มีโอกาสเข้าสู่การค้าประเวณีได้ง่ายขึ้น โดยเด็กกลุ่มนี้ไม่ได้ขายบริการเป็นหลักแหล่งที่แน่นอน นอกจากจะแอบแฝงตามสถานบันเทิง สถานบริการ ยังมีตามหอพักต่างๆ ด้วย จะเห็นได้ว่าแนวโน้มการเข้าสู่กระบวนการค้าประเวณีในเด็กจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

ข้อมูลการสำรวจข้อมูลผู้หญิงพะเยาที่ไปทำงานต่างประเทศ ในอำเภอเมือง และอำเภอแม่ใจในปี  2548 พบว่ามีถึง 24 ประเทศในทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกา โดยเรียงจากมากที่สุด 10 อันดับคือ ประเทศญี่ปุ่น รองลงมาคือ มาเลเซีย เกาหลี สิงคโปร์ ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง ออสเตรเลีย เยอรมัน และประเทศอังกฤษ โดยอาชีพที่ไปทำ ได้แก่ แม่บ้าน แต่งงานมีครอบครัว ทำงานโรงงาน ทำงานบริษัท   เลี้ยงเด็ก ทำร้านอาหาร  เสริมสวย รับจ้างทั่วไป  เย็บผ้า ทำงานธนาคาร หายสาบสูญ และไปศึกษาต่อ               

ข้อมูลด้านอาชญากรรมเกี่ยวกับเด็กและสตรี จากกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพะเยาพบว่าในปี 2546 มีคดีที่เกี่ยวข้องกับเด็กและสตรี จำนวน 71 ราย ปี 2547 จำนวน 56 ราย และในปี 2548 จำนวน 11 ราย ส่วนใหญ่เป็นคดีล่วงละเมิดทางเพศ และจากการสอบปากคำเด็กตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ.2542 กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี มีการสอบปากคำเด็กในช่วงปี 2544-2547 จำนวนทั้งสิ้น 95 คดี และส่วนใหญ่ผู้กระทำเป็นบุคคลใกล้ชิดคนในครอบครัว (รายงานประจำปี 2549 บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดพะเยา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

  • รูปแบบการค้ามนุษย์ในจังหวัดพะเยา

        จากรายงานสรุปผลการศึกษาประเมินสถานการณ์จังหวัดพะเยา เพื่อจัดทำแนวทางการดำเนินงานป้องกันและแก้ปัญหาการค้าเด็กและหญิง ของ ร.ศ.ดร.พศิน แตงจวง คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2543 โดยเก็บข้อมูลภาคสนามใน 7 อำเภอ 2 กิ่งอำเภอของจังหวัดพะเยา ผลการศึกษาพบว่ารูปแบบการขายบริการทางเพศในจังหวัดพะเยา มี 4 รูปแบบ

1.  แบบเปิดเผย

มีสถานบริการที่เปิดเผยจำนวน 22 แห่ง มีหญิงขายบริการทางเพศแห่งละ 8-15

8 คน รวมทั้งหมดประมาณ 240 คน มีอายุตั้งแต่ 17-33 ปี มาขายบริการ 1-6 ปี ด้วยความสมัครใจ และด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจ กว่าร้อยละ 80 มีพฤติกรรมชอบสูบบุหรี่ และบางรายสูบยาเสพยาบ้า หรือติดยาเสพติดประเภทอื่น ส่วนใหญ่มีเชื้อเอดส์ ราคาค่าบริการชั่วคราวอยู่ระหว่าง 60 -500 บาท

หญิงบริการเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเคลื่อนย้ายทุกๆ 3-6 เดือน มาจากจังหวัดเชียงราย

พะเยา ลำปาง น่านร้อยละ 20-40 เป็นชาวเขา ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นกรรมกรผู้ใช้แรงงาน และแขกที่พักโรงแรม และแขกที่พักโรงแรมขอให้บริกรจัดหาให้ 

2.  แบบไม่เปิดเผย

เป็นรูปแบบการขายบริการแบบมีเครือข่าย โดยใช้เครื่องมือสื่อสาร มีหัวหน้ากลุ่ม

ทำหน้าที่เป็นนายหน้ากับผู้ที่รู้จัก และมีการนัดหมายพาหญิง (ส่วนใหญ่เป็นนักเรียน นักศึกษา) ซึ่งเป็นลูกข่ายประมาณ 20 คนส่งลูกค้าถึงที่พัก คิดค่าบริการประมาณ 2,500 บาท ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จากต่างจังหวัด

ผู้ดำเนินการดังกล่าวยังมีธุรกิจส่งสตรีที่ต้องการไปขายบริการทางเพศอีกด้วย ในขณะที่บางอำเภอมีผู้หญิงประมาณ 150 คนที่กลับจากการขายบริการทางเพศ และเป็นแม่บ้านที่สามีๆปทำงานต่างประเทศ หรือต่างจังหวัด และขายบริการทางเพศแบบลับๆ ในหมู่บ้านของตนเอง เนื่องจากไม่มีโรงแรมบริการ

3.  โรงแรมม่านรูด

โรงแรมม่านรูดมีจำนวนประมาณ 20 แห่ง ส่วนใหญ่แขกจะพาผู้หญิงมาเอง แต่มี

หลายแห่งที่โรงแรมสามารถจัดหาหญิงมาบริการ โดยรับมาจากร้านอาหารที่มีนักร้องหรือจากร้านคาราโอเกะ

4.  นวดแผนโบราณ

นวดแผนโบราณมีจำนวน 4 แห่ง มีพนักงานบริการนวดแผนโบราณ ประมาณ 80

คน ร้อยละ 80 มีพฤติกรรมขายบริการทางเพศด้วย เนื่องจากสตรีที่บริการนวดส่วนใหญ่ มีปัญหาด้านครอบครัว หรือเคยแต่งงาน หรือขายบริการทางเพศมาก่อน มีเพียงร้อยละ 20 ที่ไม่มีพฤติกรรมขายบริการทางเพศ เนื่องจากมีอายุมาก มีครอบครัวแล้ว และมีภาระการดูแลบุตร

        สรุปผลการประชุมกลุ่มย่อย เรื่องสถานการณ์การค้ามนุษย์ในชุมชน และแนวทางการดำเนินการเครือข่ายเฝ้าระวังการค้ามนุษย์ในชุมชน ปี พ.ศ. 2548 พบว่ารูปแบบการค้ามนุษย์ในจังหวัดพะเยา มีหลากหลายดังต่อไปนี้

  1. แต่งงานกับชาวต่างประเทศ
    1. ทำงานในร้านอาหาร ร้านคาราโอเกะ นวดแผนโบราณ และสปา
    2. เอเย่นต์ในโรงเรียน
    3. การซื้อขายบริการทางเพศทางโทรศัพท์

5. ค่านิยมของวัยรุ่นที่หลงใหลในวัตถุนิยม ความฟุ้งเฟ้อ เช่น การแต่งตัว โทรศัพท์มือถือ

  1. พ่อแม่ส่งเสริมการขายบริการทางเพศ
  2. ทำเอกสารปลอมเพื่อไปต่างประเทศ 
  3. ถูกหลอกไปทำงานภาคใต้ 
  4. รับจ้างแต่งงานกับชาวต่างชาติ
  5. ถูกบังคับให้ซื้อของผ่อน
  6. ถูกข่มขืนกระทำชำเรา
  7. ถูกส่งต่อไปทำงานยังสถานที่อื่น

 

สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นที่อำเภอดอกคำใต้ เมื่อเกือบ 20 ปีก่อนนั้น แสดงถึงวิวัฒนาการจากรูปแบบเก่าที่เอเย่นต์จัดหาหญิงไปขายบริการ พ่อแม่ส่งลูกไปทำงาน เนื่องจากติดหนี้สินเป็นจำนวนมาก หรือด้วยเหตุผลอื่น  เด็กถูกหลอกลวง หรือพ่อแม่นำไปจำหน่ายให้แก่เอเย่นต์ที่เข้าไปหาเด็กสาวตามหมู่บ้าน แล้วเดินทางโดยรถตู้เข้าสู่กรุงเทพฯ และภาคใต้  

ปัจจุบันรูปแบบการค้ามนุษย์ ได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตเป็นอย่างมาก  เป็นรูปแบบใหม่ที่ทันสมัย และมีความหลากหลาย  โดยการขายบริการผ่านอินเทอร์เนต หรือการถูกหลอกในการพูดคุยผ่านทางอินเทอร์เนต การขายบริการแลกกับการเติมเงินโทรศัพท์มือถือ การขายบริการผ่านทางเพื่อนโดยพาเด็กที่ใจแตก ไม่อยากอยู่บ้าน ออกไปใช้ชีวิตที่ฟุ้งเฟ้อ อยู่อย่างสุขสบาย จนหลงระเริง ติดเป็นนิสัย ในที่สุดสามารถขายบริการอย่างสมัครใจเพื่อนำเงินไปจับจ่ายใช้สอย  อีกทั้งความเจริญทางเทคโนโลยี วิทยาการสมัยใหม่ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ชักจูงเด็กออกสู่โลกภายนอก สภาพสังคมที่เสื่อมโทรม รวมถึงการติดยาเสพติดทำให้เด็กบางคนยอมใช้ร่างกายแลกกับยาเสพติด

          เด็กที่ถูกหลอกไปค้าประเวณี จะอยู่ในวัย 12 – 18 ปี หรือชั้นมัธยมปีที่ 1 – 4  เด็กหญิงจะถูกหลอกโดยเพื่อนหลอกเพื่อน  เริ่มด้วยการคบหรือรู้จักเพื่อนใหม่ช่วงที่เปลี่ยนโรงเรียนใหม่ในชั้นมัธยมปีที่ 1 มักจะมีการชวนกันเที่ยวบ้านเพื่อนบ้าง ตามหอพักบ้าง แล้วก็จะเรียนรู้การคบเพื่อนต่างวัย ต่างสถาบัน เพื่อนของเพื่อน

 กลุ่มมิจฉาชีพที่จ้องกลุ่มเด็กใจแตก  จะเข้ามาดูแลอำนวยความสะดวกเลี้ยงดู ค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้ความไว้วางใจ จนเด็กหลงใหล ค่านิยม สังคมบริโภค ให้เด็กทดลองกินโค๊กผสมเหล้า  ลองสูบบุหรี่ และเสพยาเสพติดชนิดที่ทำให้ไม่ติดเหมือนยาบ้าแต่จะอยากเสพ ฤทธิ์ของยาทำให้เด็กมีความรู้สึกอยากเสพ เพราะทำให้มีอารมณ์มีความสุข สบาย และไม่ได้จ่ายสตางค์  เด็กเต็มใจขายบริการเพื่อแลกกับเงินที่จะนำมาเที่ยว มากิน หรือซื้อหาของแพงๆ สุดท้ายเด็กจะเข้าสู่วงจรการค้ามนุษย์ในที่สุด

         การล่วงละเมิดทางเพศโดยคนในครอบครัว ถือเป็นสาเหตุหนึ่งของการก้าวไปสู่วงจรของการค้ามนุษย์

……………..

บางตอนจากรายงานในโครงการการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์  จังหวัดพะเยา  (กรกฎาคม 2550)

Leave a Reply